15 สถานที่อันตรายในญี่ปุ่น ไปแล้วไม่รับประกันชีวิต!
ต.ค. 20, 2026
15 สถานที่อันตรายในญี่ปุ่น ไปแล้วไม่รับประกันชีวิต!

แม้ว่าญี่ปุ่นจะดูเป็นประเทศที่สงบสุข มีสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามมากมาย แต่ในอีกมุมก็มีสถานที่อันตรายที่ไม่ควรเข้าไปอย่างยิ่ง! ในครั้งนี้เราจะมาแนะนำ 15 สถานที่อันตรายในญี่ปุ่น ตั้งแต่สถานที่ที่มีอยู่จริง ไปจนถึงตามเรื่องเล่าและความเชื่อ เอาเป็นว่าอย่ารอช้า เราไปดูสถานที่เหล่านั้นกันเลย!
สารบัญ (Index) : 15 สถานที่อันตรายในญี่ปุ่น ไปแล้วไม่รับประกันชีวิต!
-
- ︎สถานที่อันตรายที่มีอยู่จริงในญี่ปุ่น
- แหลมชิเระโทะโกะมิซากิ (Cape Shiretoko Misaki) จ.ฮอกไกโด
- บ่อน้ำพุร้อนพิษ (Yudoku Onsen) จ.ฮอกไกโด
- ภูเขาทานิกาวะ (Mount Tanigawa) จ.นีงาตะ
- เกาะอิโอโตะ (Ioto Island) จ.โตเกียว
- เกาะมินามิอิโอโตะ (Minami-Ioto) จ.โตเกียว
- เกาะโอคุโนะชิมะ (Okunoshima) จ.ฮิโรชิม่า
- เขตนิชินาริ (Nishinari-ku, Airin District) จ.โอซาก้า
- เมืองโคโตบุคิโจ (Kotobuki-cho) จ.คานากาวะ
- ห้องน้ำชานชาลาที่ 13 สถานีอุเอโนะ (Restroom on Platform 13 at Ueno Station) จ.โตเกียว
- โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ฟุกุชิมะ ไดอิจิ (Fukushima Daiichi Nuclear Power Station) จ.ฟุกุชิมะ
- ย่านอุโทโระ (Utoro District) จ.เกียวโต
- ช่องเขาเคนาชิ (Kenashi-toge) จ.นากาโนะ
- สถานที่อันตรายตามเรื่องเล่าและความเชื่อในญี่ปุ่น
13. ศาลเจ้านางเงือก เกาะปานาลี (Ningo Shrine at Panari Island จ.โอกินาว่า
14. ยาวาตะ โนะ ยาบุชิราสึ (Yawata no Yabushirazu) จ.ชิบะ
15. โมงค์อินุนากิเก่า (Old Inunari Tunnel) จ.ฟุกุโอกะ
16. หมู่บ้านอิเคะโซเอะ (Ikezoe Village)
︎สถานที่อันตรายในญี่ปุ่นที่มีอยู่จริง
1. แหลมชิเระโทะโกะมิซากิ (Cape Shiretoko Misaki / 知床岬)

สถานที่ : ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของภูมิภาคฮอกไกโด
เหตุผลที่อันตราย : ถิ่นอาศัยของหมีสีน้ำตาล
บริเวณคาบสมุทรชิเระโทะโกะซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะฮอกไกโด มีปลายแหลมที่เรียกว่า “ชิเระโทะโกะ มิซากิ” แม้พื้นที่แห่งนี้จะมีธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ที่ “หมีสีน้ำตาล” อาศัยอยู่เยอะจนติดอันดับโลก ซึ่งจึงถือเป็นหนึ่งในสถานที่อันตรายอย่างยิ่ง
- 【เกร็ดความรู้ : ความน่ากลัวของหมีสีน้ำตาล】

เมื่อปี 1915 ได้เกิดเหตุการณ์ที่ถูกขนานนามว่าเป็นภัยจากสัตว์ป่าร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น นั่นก็คือ “คดีหมีสีน้ำตาลซังเคเบ็ตสึ” (三毛別羆事件) ที่หมู่บ้านซังเคเบ็ตสึ บนเกาะฮอกไกโด เป็นคดีที่หมีสีน้ำตาลขนาดใหญ่ตัวหนึ่งบุกเข้าหมู่บ้านหลายครั้ง มันทำร้ายและกัดกินชาวบ้าน มีทั้งผู้หญิงและเด็ก ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 7 คน
ต่อมาในปี 2009 มีรายงานพบเต็นท์ของนักท่องเที่ยวที่เดินเท้ามุ่งหน้าไปยังแหลมชิเระโทะโกะมิซากิถูกทำลาย แม้จะไม่มีผู้บาดเจ็บ แต่กระทรวงสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่นได้ร้องขอให้งดการเดินเท้าเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว เนื่องจากมีโอกาสเผชิญหน้ากับหมีสูงมาก และในเดือนกรกฎาคม ปี 2023 ได้มีการประกาศ “เตือนระวังหมีสีน้ำตาล” ที่แหลมชิเระโทะโกะมิซากิเป็นครั้งแรก
ยิ่งไปกว่านั้น แหลมชิเระโทะโกะมิซากิยังเป็นถิ่นอาศัยของสุนัขจิ้งจอก “คิตะคิทสึเนะ” จำนวนมากอีกด้วย บางตัวอาจมีพยาธิอันตรายที่เรียกว่า “เอคิโนค็อกคัส” เป็นพยาธิตัวตืดขนาดเล็กมากที่ก่อให้เกิดโรคติดเชื้อร้ายแรงในมนุษย์และสัตว์ โดยพยาธิชนิดนี้มักปะปนอยู่ในอุจจาระของสุนัขจิ้งจอก หากเผลอสัมผัสโดยไม่รู้ตัว หรือดื่มน้ำพุธรรมชาติในบริเวณใกล้เคียงก็อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้
สำหรับในผู้ใหญ่ที่ติดเชื้อแล้ว กว่าจะเริ่มแสดงอาการอาจใช้เวลานานถึง 10~20 ปี และถ้าหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่เข้ารับการรักษา องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าอัตราการเสียชีวิตอาจสูงเกิน 90%
2. บ่อน้ำพุร้อนพิษ (Yudoku Onsen / 有毒温泉)

ที่มารูปภาพ : https://tabizine.jp/2022/07/31/485107/
สถานที่ : เมืองคามิกาวะ จังหวัดฮอกไกโด
เหตุผลที่อันตราย : ก๊าซพิษรุนแรง
ณ ฮอกไกโดจะมีสถานที่ที่ถูกเรียกว่า “บ่อน้ำพุร้อนพิษ” เป็นพื้นที่น้ำพุร้อนที่ผุดขึ้นภายในแอ่งภูเขาไฟ ซึ่งมีก๊าซพิษความเข้มข้นสูงพุ่งออกมาอย่างต่อเนื่องสมชื่อ
มีรายงานระบุว่ามีการบซากสัตว์ป่า เช่น หมีสีน้ำตาลและสุนัขจิ้งจอกตายเพราะสูดดมก๊าซพิษเข้าไปหลายครั้ง ซึ่งคาดว่าน่าจะเข้ามาหากินในพื้นที่นี้โดยไม่ได้ตั้งใจ และจะเห็นได้ว่าพื้นที่โดยรอบนั้นไม่มีที่พักเลย แม้กระทั่งถนนทางเข้า สภานที่แห่งนี้อันตรายและมีความเสี่ยงมากจนถูกกำหนดให้เป็น เขตห้ามเข้า เว้นแต่ว่าบุคคลนั้นจะตั้งใจเข้าไปใกล้บ่อน้ำพุร้อนพิษ
อย่างไรก็ตาม ในปี 1958 เคยเกิดเหตุการณ์ที่นักศึกษา 2 คน หลงทางระหว่างปีนเขาและบังเอิญเข้าไปในบริเวณนี้โดยไม่ตั้งใจ และได้สูดพิษก๊าซที่ลอยออกมาจากบ่อน้ำพุร้อนพิษแห่งนี้จนทำให้เสียชีวิต
3. ภูเขาทานิกาวะ (Mount Tanigawa / 谷川岳)

สถานที่ : บริเวณรอยต่อระหว่างจังหวัดกุมมะ และจังหวัดนีงาตะ
เหตุผลที่อันตราย : หน้าผาชัน และภูมิประเทศซับซ้อน
จากข้อมูลสถิติที่เริ่มบันทึกตั้งแต่ปี 1931 จนถึงปี 2012 รวมระยะเวลากว่า 81 ปี มีรายงานพบผู้เสียชีวิตบนภูเขาทานิกาวะถึง 805 คน ซึ่งตัวเลขนี้สูงกว่ายอดผู้เสียชีวิตรวมกันบนภูเขาที่มีระดับความสูง 8,000 เมตรหลายแห่งทั่วโลก ทั้งยังครองสถิติโลก กินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ดว่าเป็น “ภูเขาที่มีผู้ประสบอุบัติเหตุมากที่สุดในโลก” อีกด้วย
ภูเขาทานิกาวะแห่งนี้แม้จะจัดให้เป็นภูเขาที่ไม่สูงมากนักและมีความสูงไม่ถึง 2,000 เมตร แต่สาเหตุของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากนั้นมาจากการที่มีหน้าผาสูงชันจำนวนมาก ภูมิประเทศมีความซับซ้อน และสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง ด้วยเหตุนี้ ภูเขาทานิกาวะจึงมีฉายามากมายว่า “ภูเขาแห่งปีศาจ” “ภูเขากินคน” หรือ “ภูเขาแห่งความตาย” และกลายเป็นภูเขาที่แม้แต่ผู้คนในท้องถิ่นต่างก็หวาดกลัว
4. เกาะอิโอโตะ ( Ioto Island / 硫黄島)

สถานที่ : จังหวัดโตเกียว
เหตุผลที่อันตราย : ปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ
เกาะอิโอโตะ เป็นเกาะภูเขาไฟของญี่ปุ่น ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของหมู่เกาะโบนิน (หมู่เกาะโองาซาวาระ) แม้ว่าจะอยู่ในการปกครองซึ่งขึ้นตรงต่อจังหวัดโตเกียว แต่ตัวเกาะตั้งอยู่ห่างจากเขตใจกลางโตเกียวกว่า 1,200 กิโลเมตร
สถานที่แห่งนี้เคยเป็นสมรภูมิรบอันดุเดือดในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ระหว่างกองทัพญี่ปุ่นกับกองทัพสหรัฐอเมริกา จากการสู้รบนครั้งนั้นทำให้ทหารญี่ปุ่นจำนวน 20,933 นาย รอดชีวิตมาได้เพียง 804 นายเท่านั้น ถือเป็นหนึ่งในสมรภูมิที่มีการสูญเสียอย่างหนักในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นเลยทีเดียว

มีการเล่าต่อกันมาว่า แม้แต่เจ้าหน้าที่กองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่น (JSDF) ซึ่งต้องปฏิบัติภารกิจภายใต้สภาวะกดดันสูงและจำเป็นต้องมีสภาพจิตใจมั่นคง และเขาเป็นคนไม่เชื่อเรื่องผีหรือสิ่งเหนือธรรมชาติ เมื่อเขาเดินทางไปยังเกาะแห่งนี้ กลับมีรายงานกลับมาว่าเขารู้สึกได้ถึง “บางสิ่งบางอย่าง” ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่า หากนักบินมีการรายงานพบเห็นสิ่งเหนือธรรมชาติ อาจถูกตั้งคำถามถึงความมั่นคงทางจิตใจและอาจถูกถอดออกจากภารกิจได้ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเรื่องเล่าจากเจ้าหน้าที่คนหนึ่ง ในขณะที่ปฏิบัติหน้าที่ยามดึกรายงานว่า พบเห็นชายสวมเครื่องแบบทหารญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่สองเดินอยู่บริเวณทางเดินของที่พักอีกด้วย
จากเรื่องราวเหล่านี้ทำให้เกาะอิโอโตะถูกพูดถึงในฐานะสถานที่ที่เต็มไปด้วยบรรยากาศชวนขนลุกและความทรงจำจากประวัติศาสตร์อันแสนโหดร้ายจนถึงปัจจุบัน
5. เกาะมินามิอิโอโตะ (Minami-Ioto / 南硫黄島)

สถานที่ : จังหวัดโตเกียว
เหตุผลที่อันตราย : ภูเขาไฟยังคุกรุ่น
เกาะแห่งนี้เป็นเกาะร้างที่อยู่ในจังหวัดโตเกียวเช่นเดียวกับเกาะอิโอโตะ ปัจจุบันยังคงมีภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นอย่างต่อเนื่อง และนับตั้งแต่ปี 1904 เป็นต้นมา ภูเขาไฟลูกนี้เคยเกิดการปะทุครั้งใหญ่จนก่อให้เกิดเกาะแห่งใหม่ขึ้นถึง 3 ครั้ง จึงถือเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงมาก
และแน่นอนว่าจากความอันตรายดังกล่าว เกาะมินามิอิโอโตะจึงถูกกำหนดให้เป็น เขตห้ามเข้า และไม่สามารถขึ้นฝั่งได้ แต่ทั้งนี้เรายังสามารถทัวร์ล่องเรือชมทิวทัศน์รอบเกาะในระยะปลอดภัยได้
6. เกาะโอคุโนะชิมะ (Okunoshima / 大久野島)

สภานที่ : เมืองทาเคะฮาระ จังหวัดฮิโรชิม่า
เหตุผลที่อันตราย : เสี่ยงต่อการพังถล่มของสิ่งปลูกสร้างเก่า
ปัจจุบันเกาะแห่งนี้มีชื่อเสียงในฐานะ “เกาะกระต่าย” เนื่องจากมีกระต่ายป่าอาศัยอยู่อย่างอิสระเกือบ 1,000 ตัว และกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม

อย่างไรก็ตาม ในทางประวัติศาสตร์ เกาะโอคุโนะชิมะนั้นเคยถูกลบออกจากแผนที่ญี่ปุ่น เปรียบเสมือนพื้นที่ลับอย่าง “แอเรีย 51” ของสหรัฐอเมริกา
โดยระหว่างปี 1929 – 1945 จนถึงช่วงที่สงครามแปซิฟิกสิ้นสุดลง เกาะแห่งนี้ถูกใช้เป็นสถานที่ทดลองและผลิตก๊าซพิษ ซึ่งเป็นความลับทางการทหารระดับชาติ ด้วยเหตุนี้ ชื่อของเกาะจึงถูกลบออกจากแผนที่อย่างเป็นทางการเพื่อปกปิดการมีอยู่ของสถานที่แห่งนี้ ส่งผลให้เกิดการทดลองที่ไร้มนุษยธรรมจำนวนมากภายใต้ความลับดังกล่าว
หลังจากสงครามสงบลง เกาะที่ปนเปื้อนสารพิษจากการทดลองได้รับการกำจัดสารพิษออกไป แต่เมื่อเกิดสงครามเกาหลีขึ้น เกาะแห่งนี้กลับถูกกองทัพสหรัฐฯ ใช้เป็นคลังเก็บอาวุธอีกครั้ง แม้ปัจจุบันสงครามจะยุติแล้ว แต่อาคารและสิ่งปลูกสร้างสมัยนั้นยังคงหลงเหลืออยู่ในสภาพทรุดโทรม เสี่ยงต่อการพังถล่ม ทำให้บางพื้นที่ถูกประกาศเป็นเขตอันตรายและห้ามเข้าเพื่อความปลอดภัยของผู้มาเยือน
7. เขตนิชินาริ (Nishinari-ku, Airin District / 西成・あいりん地区)

สถานที่ : เขตนิชินาริ เมืองโอซาก้า จังหวัดโอซาก้า
เหตุผลที่อันตราย : ปัญหาความปลอดภัย
เขตนิชินาริ ในย่านไอรินเมืองโอซาก้า ถูกกล่าวขานว่าเป็น “สลัมแห่งเดียวของญี่ปุ่น” ที่ยังคงเหลืออยู่ในปัจจุบัน พื้นที่แห่งนี้มีผู้ไร้บ้านจำนวนมากและที่พักก็ราคาถูกกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด
พื้นที่ที่ผู้คนซึ่งจำเป็นต้องพึ่งพาค่าครองชีพต่ำมารวมตัวกัน ส่งผลให้บรรยากาศโดยรวมของที่นี่มีความรู้สึกตึงเครียดและแตกต่างจากย่านทั่วไปเป็นอย่างมาก

ที่มารูปภาพ : https://www.sankei.com/article/20210801-27MBQFM2VFICRCUW6M2PEE7ANQ/

ที่มารูปภาพ : https://dot.asahi.com/articles/-/250800?page=1
ย้อนกลับไปในระหว่างปี 1970 – 2008 พื้นเขตนิชินาริ ย่านไอรินแห่งนี้เคยเกิดเหตุจลาจลหลายครั้งจนถูกเรียกว่า “การจลาจลครั้งที่ 24” (The 24th Kamagasaki Riot) เป็นการปะทะอย่างรุนแรงระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผลจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้อาคารสถานีตำรวจนิชินาริที่ดูแลพื้นที่นี้ต้องสร้างรั้วเหล็กเสริมความแข็งแรงรอบอาคารราวกับกำแพงป้องกัน และได้ติดตั้งกล้องวงจรปิดเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง จากสภาพของสถานีตำรวจที่ต้องป้องกันตัวเองอย่างเข้มงวดเช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่า สถานที่แห่งนี้ในอดีตนั้นมีความอันตรายและมีระบบความปลอดภัยสาธารณะที่ย่ำแย่เป็นอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม หลังเหตุการณ์จลาจลครั้งล่าสุดในปี 2008 เป็นต้นมา ก็ไม่เคยเกิดเหตุรุนแรงที่ร้ายแรงขนาดนี้อีก ทางการท้องถิ่นได้พยายามฟื้นฟูภาพลักษณ์และยกระดับความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นกว่าสมัยก่อนเป็นอย่างมาก
แต่ถึงอย่างนั้น ในการจัดอันดับด้านความปลอดภัยของทั้ง 24 เขตในเมืองโอซาก้า เขตนี้ยังคงอยู่ในอันดับที่ 21 ซึ่งถือว่าค่อนข้างต่ำ แม้ปัจจุบันอาจจะไม่รุนแรงเท่าในอดีต แต่ก็ยังไม่ใช่พื้นที่ที่ควรเข้าไปเดินเที่ยวเล่นโดยไม่มีความจำเป็น
สำหรับอันดับที่ต่ำกว่าเขตนิชินาริ หรืออันดับ 22 – 24 ได้แก่ เขตนานิวะ เขตคิตะ และเขตชูโอ ซึ่งมีแหล่งบันเทิงและย่านการค้าอย่างอุเมดะตั้งอยู่จำนวนมาก ส่งผลให้มีอัตราการจับกุมคดีสูง จึงทำให้อันดับด้านความปลอดภัยลดลงตามสถิติ ซึ่งขอย้ำไว้ก่อนว่าอันดับพวกนี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นพื้นที่อันตรายที่สุดโดยตรง
8. เมืองโคโตบุคิโจ ( Kotobuki-cho / 寿町)

สถานที่ : เมืองโคโตบุคิโจ เขตโยโกฮาม่า จังหวัดคานากาวะ
เหตุผลที่อันตราย : ปัญหาความปลอดภัย
“โคโตบุคิ” มีความหมายเป็นมงคลแปลว่าความยืนยาวและความสุข แม้ชื่อเมืองจะฟังดูดีขนาดไหน แต่บรรยากาศจริงของพื้นที่แห่งนี้กลับแตกต่างจากความหมายชื่ออย่างสิ้นเชิง เป็นอีกหนึ่งย่านที่มีที่พักราคาถูกจำนวนมากเพื่อรองรับแรงงานรายวันคล้ายกับย่านไอริน เมืองโอซาก้า
อย่างไรก็ตาม เมืองโคโตบุคิโจนั้นมีความแตกต่างจากย่านไอรินตรงที่ไม่มีคนไร้บ้านหรือมีเรทที่พักราคาถูกผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด แต่แล้วทำไมถึงได้ถูกมองว่าเป็นพื้นที่อันตราย?
คำตอบส่วนหนึ่งมักถูกพูดถึงผ่านภาพลักษณ์ของผู้ชายที่พบเห็นในย่านนี้ หลายคนแต่งกายด้วยสูทตัดเย็บดี ขับรถหรูที่ดูแลอย่างเงางาม และมีบุคลิกที่ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าอาจเกี่ยวข้องกับกลุ่มอิทธิพลบางประเภท บรรยากาศจึงดูตึงเครียดทั้งกลางวันและกลางคืน

ยิ่งไปกว่านั้น ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำกลับเป็นพื้นที่ที่มีอาคารทันสมัยและดูมีสไตล์คล้ายย่านหรู ทำให้บางคนโดยเฉพาะผู้หญิงที่ไม่ได้ศึกษาข้อมูลพื้นที่อย่างละเอียดตัดสินใจย้ายมาอยู่โดยไม่ทราบบริบทของชุมชน เมื่อได้สัมผัสบรรยากาศจริง เช่น การพบเห็นบุคคลที่ดูน่าเกรงขามบ่อยครั้ง เสียงรถพยาบาลยามดึก หรือกลุ่มวัยรุ่นรวมตัวเสียงดังหน้าร้านสะดวกซื้อในตอนกลางคืน ก็อาจรู้สึกไม่สบายใจ และบางคนถึงกับตัดสินใจย้ายออกจากเมืองไปในที่สุด
9. ห้องน้ำชานชาลาที่ 13 สถานีอุเอโนะ (Restroom on Platform 13 at Ueno Station / 上野駅13番線トイレ)

ที่มารูปภาพ : https://wc.m47.jp/data-9570.html
สถานที่ : เขตไทโต กรุงโตเกียว
เหตุผลที่อันตราย : อาจเกิดเรื่องไม่คาดคิด
มีเรื่องเล่าบนโลกออนไลน์เกี่ยวกับห้องน้ำบริเวณชานชาลาที่ 13 ของสถานีอุเอโนะ ว่ากันว่าสถานที่แห่งนี้เคยถูกใช้เป็นสถานที่นัดพบลับของบุคคลบางกลุ่ม จนกลายเป็นประเด็นพูดถึงในโซเชียลมีเดีย บางโพสต์เล่าว่ามีผู้พบเห็นชายสองคนออกมาจากห้องน้ำห้องเดียวกันในเวลาเดียวกัน เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวเป็นเพียงกระแสข่าวลือและคำบอกเล่าบนอินเทอร์เน็ตเท่านั้น ปัจจุบันมีรายงานว่าพื้นที่ดังกล่าวอาจถูกปิดหรือมีมาตรการควบคุมแล้ว แต่ไม่ว่ากรณีใด การใช้สถานที่สาธารณะควรเป็นไปอย่างเหมาะสม และผู้ใช้บริการควรคำนึงถึงความปลอดภัยและกฎระเบียบของสถานที่เป็นสำคัญ

ที่มารูปภาพ : https://kentanoblog.hatenablog.com/entry/2019/01/11/145146
ในปัจจุบัน ห้องน้ำชานชาลาที่ 13 ของสถานีอุเอโนะแห่งนี้ได้ถูกปรับปรุงใหม่แล้วและมีการควบคุมโดยเจ้าหน้าที่แล้ว ทำให้ความน่ากลัวของสถานที่นี้ได้กลายเป็นแค่เรื่องเล่าต่อๆกันเท่านั้น หรืออาจจะยังถูกใช้เป็นสถานที่นัดเจอลับๆ ของกลุ่มคนบางกลุ่มอยู่ก็เป็นได้…
10. โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ฟุกุชิมะ ไดอิจิ (Fukushima Daiichi Nuclear Power Station / 福島第一原子力発電所)

สถานที่ : เขตฟุตาบะ จังหวัดฟุกุชิมะ
เหตุผลที่อันตราย : สารเคมีอันตรายตกค้าง
เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ปี 2011 เกิดมหาภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่ไม่มีใครลืมได้ นั่นคือ ได้เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิครั้งใหญ่ทางตะวันออกของญี่ปุ่น (Higashi Nihon Daishinsai) ซึ่งได้นำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรงที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ฟุกุชิมะ ไดอิจิ ซึ่งถูกจัดให้อยู่ในระดับ 7 ตามมาตรฐาน INES (International Nuclear Event Scale) ด้วย
INES คือมาตรวัดระดับความรุนแรงของเหตุการณ์ทางนิวเคลียร์ที่กำหนดโดยทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency: IAEA) และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา/สำนักงานพลังงานนิวเคลียร์ (OECD/NEA) โดยระดับ 7 ถือเป็นระดับร้ายแรงสูงสุดของเกณฑ์มาตรฐานนี้

ที่มารูปภาพ : https://www.bbc.com/japanese/features-and-analysis-56342997
ตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติที่ผ่านมา มีเพียง 2 เหตุการณ์เท่านั้นที่ถูกจัดอยู่ในระดับ 7 ได้แก่ อุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลในปี 1986 ที่ประเทศรัสเซีย (ปัจจุบันอยู่ในประเทศยูเครน) และอุบัติเหตุที่ฟุกุชิมะแห่งนี้ กรณีของเชอร์โนบิลนั้นหลังเกิดเหตุจนถึงปัจจุบัน พื้นที่รัศมี 30 กิโลเมตร รอบจุดเกิดเหตุยังคงถูกควบคุมและจำกัดการเข้าอย่างเข้มงวด
แม้เวลาจะผ่านมาหลายปีและความตื่นตระหนกในสังคมอาจลดลงไปบ้าง แต่เราควรระลึกเสมอว่า หลังจากเหตุการณ์อันน่าเศร้าที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ฟุกุชิมะ ไดอิจิ ยังมีเจ้าหน้าที่และคนงานจำนวนมากที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างต่อเนื่องในพื้นที่เพื่อควบคุม ฟื้นฟู และจัดการผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ความเสียสละของพวกเขาไม่ควรถูกลืมเลือน
11. ย่านอุโทโระ (Utoro District / ウトロ地区)

ที่มารูปภาพ : https://maimai-tour.jp/event/ky19b018/
สถานที่ : ย่านอุโทโระ เมืองอุจิ จังหวัดเกียวโต
เหตุผลที่อันตราย : ปัญหาความปลอดภัย
ย่านอุโทโระตั้งอยู่ทางทิศเหนือของค่ายทหารโอกุโบะของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น (JGSDF Camp Okubo) บริเวณพื้นที่นี้มีประวัติความเป็นมาที่เกี่ยวข้องกับช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เดิมทีมีการวางแผนสร้างสนามบินและโรงงานผลิตเครื่องบิน ส่งผลให้มีแรงงานกลุ่มหนึ่งต้องย้ายเข้ามาอยู่อาศัยในบริเวณดังกล่าว
หลังสงครามสงบลง สิทธิในการอยู่อาศัยของผู้คนในพื้นที่กลายเป็นประเด็นทางกฎหมาย มีการเรียกร้องให้ย้ายออกเนื่องจากขาดหลักฐานสิทธิครอบครองที่ชัดเจน แต่ด้วยเหตุผลด้านเศรษฐกิจและสังคมที่ซับซ้อน ทำให้หลายครอบครัวยังคงใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
ย่านอุโทโระมีลักษณะเป็นชุมชนที่ก่อตัวจากผู้คนที่มีพื้นเพและประวัติร่วมกัน อีกทั้งเคยมีการจัดกิจกรรมทางการเมืองบางรูปแบบ จึงถือเป็นพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวทางสังคม และด้วยเหตุนี้ ใครที่ไม่มีธุระจำเป็นไม่ควรเข้าไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น เพราะอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดหรือความขัดแย้งโดยไม่จำเป็น การเคารพบริบททางประวัติศาสตร์และความเป็นอยู่ของชุมชนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
12. ช่องเขาเคนาชิ (Kenashi-toge / 毛無峠)

สถานที่ : เขตคามิทาคาอิ จังหวัดนางาโนะ
เหตุผลที่อันตราย : ก๊าซพิษอันตราย หมอกหนา
คำว่า “เคนาชิ” มีความหมายตามตัวอักษรว่า “ไร้ขน” หรือ “โล้น” ซึ่งชื่อนี้ได้ตั้งตามลักษณะภูมิประเทศที่มีต้นไม้น้อยและพื้นดินเปลือยโล่งกว้าง ในอดีต พื้นที่แห่งนี้เคยเป็นแหล่งทำเหมืองแร่ที่สำคัญ การทำเหมืองอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ก๊าซพิษ เช่น ก๊าซกำมะถันรั่วไหลออกมาในบางจุด และทำให้ต้นไม้จำนวนมากค่อยๆ เหี่ยวแห้งตาย เหลือเพียงผืนดินโล่งอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
แม้ว่าในปัจจุบันจะไม่มีการทำเหมืองแล้ว แต่ยังคงมีก๊าซพิษรั่วไหลในบางพื้นที่ ทำให้บางโซนถูกกำหนดเป็น เขตห้ามเข้า แต่อย่างไรก็ตาม มาตรการเตือนในบางพื้นที่มีเพียงโซ่กั้นและป้ายเตือนเท่านั้น หากคิดจะฝ่าฝืนก็สามารถเข้าไปได้ง่าย ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงโดยไม่จำเป็น
นอกจากนี้ บริเวณช่องเขาเคนาชิแห่งนี้ยังเกิดหมอกหนาขึ้นบ่อยครั้ง ทำให้ทัศนวิสัยเลวร้ายและมีความเสี่ยงต่อการหลงทางสูง ผู้ที่ตั้งใจเข้าไปชมวิวทิวทัศน์อันสวยงามอาจเผชิญกับหมอกกะทันหัน ทำให้หลงทิศทาง และเผลอเดินเข้าใกล้แหล่งกำเนิดก๊าซพิษโดยไม่รู้ตัว ช่องเขาเคนาชิเป็นสถานที่ที่งดงามแต่แฝงอันตรายอย่างแท้จริงเอาไว้ด้วยเหมือนกัน
︎สถานที่อันตรายตามเรื่องเล่าและความเชื่อในญี่ปุ่น
13. ศาลเจ้านางเงือก เกาะปานาลี (Ningo Shrine at Panari Island / 人魚神社, パナリ島)

ที่มาภาพ : https://www.pointheart.net/entry/dangerous-place-in-japan
*ภาพนี้เป็นเพียงอิมเมจของศาลเจ้านางเงือก ไม่ใช่ภาพจริง
สถานที่ : เขตยาเอยามะ จังหวัดโอกินาว่า
เหตุผลที่อันตราย : ความเชื่อทางศาสนา
เกาะปานาลี หรือเกาะอารากุสุกุ (Aragusuku) เป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวของโอกินาว่าที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก แต่บนเกาะแห่งนี้มีสถานที่ที่ถูกเล่าขานว่า “อันตราย” อยู่หลายแห่ง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ “ศาลเจ้านางเงือก”
บริเวณหน้าทางเข้าจะมีประตูโทริอิของศาลเจ้าและมีป้ายระบุชัดเจนว่า “ห้ามผู้ที่ไม่ใช่ชาวเกาะเข้า และห้ามถ่ายภาพ” ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม บุคคลภายนอกไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปด้านในอย่างเด็ดขาด และยังมีคำเล่าลือว่า “หากฝ่าฝืนเข้าไปอาจเกิดเคราะห์ร้ายถึงชีวิต”
ในทุกปี บนเกาะแห่งนี้จะมีการจัดพิธีกรรมโบราณเพื่อขอพรให้พืชผลอุดมสมบูรณ์ ซึ่งบางคนเรียกว่า “เทศกาลลึกลับ” พิธีนี้เปิดให้เฉพาะคนในพื้นที่เข้าร่วมเท่านั้น บุคคลภายนอกไม่สามารถเข้าร่วมได้ รวมถึงการทำข่าวจากบุคคลภายนอกโดยสิ้นเชิง รายละเอียดของพิธีกรรมยังคงไม่เป็นที่เปิดเผยชัดเจน
การที่ทุกอย่างดูมีความนัยทำให้มีข่าวลือว่า ในอดีตเคยมีผู้สื่อข่าวพยายามแอบเข้าไปสืบหาความจริง แต่ถูกทำลายอุปกรณ์ถ่ายภาพ หรือบางรายประสบอุบัติเหตุอย่างมีเงื่อนงำ อย่างไรก็ตาม เรื่องเหล่านี้เป็นเพียงคำบอกเล่า และไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด
14. ยาวาตะ โนะ ยาบุชิราสึ (Yawata no Yabushirazu / 八幡の藪知らず)

สถานที่ :เขตอิชิคาวะ จังหวัดชิบะ
เหตุผลที่อันตราย : ไม่ทราบแน่ชัด
ในเขตอิชิคาวะจะเรียกสถานที่แห่งนี้กว่า “คินโซกุจิ” ซึ่งมีความหมายตรงตัวคือ “พื้นที่ต้องห้าม” เป็นพื้นที่ที่ห้ามก้าวเข้าไปโดยเด็ดขาด ชาวบ้านในละแวกนั้นเองก็ต่างหลีกเลี่ยงการเข้าไปในดงป่าไผ่ที่อยู่บริเวณนี้ และมีคำเล่าต่อกันมาว่า “หากเข้าไปในป่าไผ่นี้แล้ว จะไม่มีวันได้ออกมาอีก”
โดยสิ่งที่ทำให้สถานที่แห่งนี้ชวนหวาดหวั่นยิ่งกว่าคำเตือนใดๆคือ ไม่มีคำอธิบายแน่ชัดว่าทำไมจึงห้ามเข้า ทั้งหมดนี้เป็นเพียงข้อห้ามที่ถูกถ่ายทอดสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนว่า “ห้ามเข้า” เท่านั้น และจึงเป็นที่มาของชื่อ “ยาวาตะ โนะ ยาบุชิราสึ” ที่มีความหมายว่าการไม่เจอทางออกและหลงอยู่ในนั้น
ทั้งนี้มีข้อสันนิษฐานหลายประการเกี่ยวกับที่มาของสถานที่แห่งนี้ เช่น อาจเคยเป็นค่ายพักของทัพยามาโตะ ทาเครุ หรือเป็นสถานที่ฝังศพของบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์อย่างผู้บัญชาการทหารไทระ (平良将) เป็นต้น แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดเกี่ยวกับต้นกำเนิดที่แท้จริงของพื้นที่ต้องห้ามแห่งนี้
15. อุโมงค์อินุนากิ (Old Inunagi Tunnel / 旧犬鳴トンネル)

ที่มารูปภาพ : https://www.nishinippon.co.jp/item/612952/
สถานที่ : เมืองมิยาวากะ จังหวัดฟุกุโอกะ
เหตุผลที่อันตราย : สิทธิสภาพนอกอาณาเขต
มีตำนานเมืองเล่าขานว่า เมื่อผ่านอุโมงค์อินุนากิเก่าไปแล้วจะพบป้ายที่เขียนว่า “จากจุดนี้ไป รัฐธรรมนูญญี่ปุ่นจะไม่ถูกบังคับใช้” และมีหมู่บ้านชื่อ “อินุนากิมูระ” ตั้งอยู่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่นอกเขตกฎหมายของประเทศญี่ปุ่น
แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวเป็นเพียงข่าวลือ ไม่มีหลักฐานว่ามีหมู่บ้านลักษณะดังกล่าวมีอยู่จริง และในความเป็นจริง เมื่อผ่านอุโมงค์อินุนากิเก่าไปก็จะออกอีกด้านของอุโมงค์เท่านั้น
แม้ตำนานจะเป็นเพียงเรื่องเล่า แต่ตัวอุโมงค์เก่าเองก็ถูกปิดตายไม่ให้ใช้งานและไม่ได้รับการบำรุงรักษามาเป็นเวลานาน ทำให้โครงสร้างมีสภาพทรุดโทรมจึงมีความเสี่ยงต่อการพังถล่มหรืออุบัติเหตุได้ ถือเป็นสถานที่ที่อันตรายในเชิงกายภาพโดยไม่ต้องอาศัยเรื่องลี้ลับใดๆ เลย
16. หมู่บ้านอิเคะโซเอะ (Ikezoe Village / 池添村)

*ภาพนี้เป็นเพียงอิมเมจของศาลเจ้านางเงือก ไม่ใช่ภาพจริง
สถานที่ : ไม่ทราบแน่ชัด
เหตุผลที่อันตราย : ไม่ทราบแน่ชัด
กล่าวกันว่าหมู่บ้านอิเคะโซเอะเป็นหมู่บ้านร้างกึ่งปิดหรือชุมชนที่มีประชากรค่อยๆลดลงจนเหลือน้อย ว่ากันว่าทั้งหมู่บ้านมีนามสกุลอยู่เพียง 3 สกุลเท่านั้น และที่นี่ก็เป็นหนึ่งใน “หมู่บ้านที่ไม่มีอยู่บนแผนที่” ซึ่งว่ากันว่ามีอยู่หลายแห่งในญี่ปุ่น แต่หมู่บ้านอิเคะโซเอะเป็นเพียงแห่งเดียวที่ไม่สามารถระบุตำแหน่งที่ตั้งได้อย่างแน่ชัด เนื่องจากภายในหมู่บ้านมีนามสกุลใช้กันเพียง 3 สกุล ชาวบ้านจึงใช้ “ชื่อบ้าน” หรือชื่อเรียกประจำครัวเรือนควบคู่กับชื่อจริงในการเรียกกันภายในหมู่บ้าน
เรื่องราวของหมู่บ้านแห่งนี้เริ่มเป็นที่รู้จักจากกระทู้บนอินเทอร์เน็ตเมื่อปี 2008 เนื้อหาถูกโพสต์ไม่ได้มีลักษณะสยองขวัญหรือดราม่าใดๆ กลับเป็นเพียงข้อความเล่าเรื่องอย่างเรียบๆ ธรรมดาๆ ซึ่งความธรรมดานั้นเองกลับทำให้ผู้คนจำนวนมากรู้สึกว่าเรื่องนี้ดู “สมจริง” และยิ่งกระพือข่าวลือให้แพร่กระจายมากขึ้น
แม้ว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจำนวนมากจะพยายามสืบค้น และระบุตำแหน่งของหมู่บ้านแห่งนี้หลายครั้ง ในปัจจุบันก็ยังไม่มีใครยืนยันได้ว่า “หมู่บ้านอิเคะโซเอะ” มีอยู่จริงหรือเป็นเพียงตำนานออนไลน์เท่านั้น
ที่มา
https://www.pointheart.net/entry/dangerous-place-in-japan
อ่านเรื่องหลอนต่อ ขนคิงลุก! 12 เรื่องเล่าสถานที่หลอนในญี่ปุ่น [คลิกที่รูปได้เลย]
อ่านบทความน่าสนใจจาก fromJapan
- รวม 7 สถานที่สุดหลอนในโตเกียว (ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน!)
- ใจไม่เด็ดแนะว่าอย่าไป! 3 ศาลเจ้าตัดความสัมพันธ์แห่งคันไซ
- จงระวังพวกมันให้ดี! ทำความรู้จักกับ ‘ปีศาจแมวญี่ปุ่น’ จากตำนานเมืองแห่งแดนอาทิตย์อุทัย





