เที่ยวเมืองฮามามัตสึ 2 วัน กับสารพันที่เที่ยวทุกแบบทุกสไตล์

ม.ค. 31, 2021

เที่ยวเมืองฮามามัตสึ 2 วัน กับสารพันที่เที่ยวทุกแบบทุกสไตล์

วันนี้เราจะพาทุกคนไป ‘เที่ยวเมืองฮามามัตสึ’ เมืองที่เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลากหลายสไตล์กันค่ะ โดยในทริปนี้เราไปกัน 2 วัน 1 คืน แต่ได้เที่ยวหลายที่มากค่ะ

ก่อนอื่นเลย เราจะมาเล่าเรื่องราวของเมืองฮามามัตสึกันก่อนนะคะ

‘เมืองฮามามัตสึ’ (Hamamatsu 浜松) ตั้งอยู่ในจังหวัดชิซูโอกะ เป็นเมืองเล็กๆที่รถไฟชินคันเซ็นวิ่งผ่าน เมืองนี้ตั้งอยู่ในจังหวัดเดียวกันกับภูเขาไฟฟูจิที่เป็นแลนด์มาร์กของประเทศญี่ปุ่น

เมืองเล็กๆแห่งนี้เต็มไปด้วยความอบอุ่น เราจะได้ยินเสียงดนตรีเคล้าคลอตั้งแต่ก้าวขาลงจากรถไฟ เพราะเมืองนี้เป็นต้นกำเนิดของแบรนด์เครื่องดนตรีชื่อดังอย่าง Yamaha และ Kawai นั่นเอง นอกจากนี้ เมืองฮามามัตสึยังเป็นแหล่งผลิตสินค้าในอุตสาหกรรมรถยนต์ระดับประเทศอีกด้วย

แต่เมืองฮามามัตสึไม่ได้มีสิ่งที่น่าสนใจเพียงเท่านี้นะคะ ที่นี่ยังมีพื้นที่ติดทะเลชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งทำให้มีทะเลสาบฮามานาโกะที่เป็นแหล่งเลี้ยงปลาไหลด้วย ดังนั้นปลาไหลจึงกลายเป็นเมนูท้องถิ่นที่ห้ามพลาดเมื่อมา ‘เที่ยวเมืองฮามามัตสึ’

นอกจากทั้งหมดที่กล่าวมา เมืองฮามามัตสึก็ยังมีสิ่งอื่นๆที่น่าสนใจอีกมากมาย ถ้าเพื่อนๆพร้อมกันแล้ว เราจะไปต่อกันเลยค่ะสำหรับทริป ‘เที่ยวเมืองฮามามัตสึ’ แบบรวบรัด 2 วัน 1 คืน

สารบัญ

1. เที่ยวเมืองฮามามัตสึ : วันที่ 1

2. เที่ยวเมืองฮามามัตสึ : วันที่ 2

1. เที่ยวเมืองฮามามัตสึ : วันที่ 1

1.1 โอตาคุเครื่องบินต้องไปที่นี่ Airpark JASDF Hamamatsu Air Base Museum

เราจะมาเริ่มต้นทริปกันที่พิพิธภัณฑ์เครื่องบิน Airpark JASDF Hamamatsu Air Base Museum กันนะคะ

คำว่า JASDF นั้นย่อมาจาก Japan Air Self Defense Force ค่ะ ที่นี่เรียกได้ว่าเป็นแหล่งรวมเครื่องบินทางการทหารที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นเลยทีเดียว ภายใน Airpark อลังการงานสร้างด้วยเครื่องบินรบของกองทัพญี่ปุ่นที่จัดโชว์ให้ดูตัวเครื่องรุ่นต่างๆมากมาย เรียงรายกันให้เราเดินชมได้แบบเต็มอิ่มจริงๆ

ใครเป็นแฟนคลับเครื่องบิน บอกเลยว่าที่นี่คือสวรรค์มากๆค่ะ

สามารถชมคลิปได้จากที่นี่ > https://youtu.be/mshB_bKNYQ8

ด้านหน้าของ Airpark มีเครื่องบิน F1 ซึ่งเป็นเครื่องบินลำแรกที่บินโชว์สำหรับทำ Blue Impulse ในตอนที่โตเกียวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเมื่อปี 1964 และตอนนี้เครื่องบิน F1 ก็ได้ปลดระวางนำมาวางโชว์ไว้ให้แฟนคลับได้ชื่นชมกัน

นอกจากนี้ ด้านในของพิพิธภัณฑ์ก็มีเครื่องบินจำลอง F2 มาจาก F16 โดยตัวอักษร F มีความหมายว่า Fighter ซึ่งทางญี่ปุ่นเองใช้สำหรับการบินโชว์ทำ Blue Impulse ซึ่งคนชอบเครื่องบินก็จะได้เห็นเครื่องบินในระยะประชิดกันเลยทีเดียวค่ะ

อีกทั้งยังมีเครื่องบินของอิตาลีที่ทางพิพิธภัณฑ์ได้ทำจำลองไว้ด้วย โดยเครื่องบินลำนี้ถ้าใครเป็นแฟนอนิเมชั่นค่ายสตูดิโอจิบลิก็น่าจะคุ้นตา เพราะปรากฏในเรื่อง Kurenai no Buta หรือ Porco Rosso สลัดอากาศประจัญบานนั่นเอง ว่ากันว่าผู้แต่งได้แรงบันดาลใจมาจากเครื่องบินลำนี้ค่ะ

ที่นี่ไม่ได้มีแต่เครื่องบินรวมคอลเลคชั่นตั้งโชว์ไว้อย่างเดียวเท่านั้นด้วยนะคะ แต่ยังมีพิพิธภัณฑ์ของกองทัพอากาศญี่ปุ่นที่เปิดให้เข้าชมอีกด้วย ภายในพิพิธภัณฑ์นี้จะเล่าเกี่ยวกับหน้าที่ของกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นว่าทำอะไรบ้าง รวมถึงมียศและตำแหน่งอย่างไร

มีการจำลองห้องโดยสารที่ใช้เฉพาะราชวงศ์และคณะรัฐบาล ซึ่งคนทั่วไปน่าจะไม่ค่อยได้เห็นกันแน่ๆ เพราะเราก็เพิ่งเคยเห็นครั้งแรกเช่นกัน

บริเวณชั้นบนจะเป็นคาเฟ่และร้านอาหาร ซึ่งจะมองเห็นวิวด้านนอกที่เป็นลานเครื่องบิน ว่ากันว่านี่เป็นสนามสอบแห่งสุดท้ายของนักบิน โดยจะมีช่วงเวลาที่เครื่องบินแล่นขึ้นและลงเพื่อฝึกซ้อมกันที่นี่

ส่วนเมนูอาหารที่จัดว่าเป็นของเด็ดสำหรับที่นี่ก็คือข้าวแกงกะหรี่ โดยเฉพาะไอเทมของฝากข้าวแกงกะหรี่ Kaigun Curry ซึ่งมีเรื่องเล่ากันว่าเวลาที่ทหารเรืออาศัยอยู่บนเรือก็จะไม่รู้วันรู้คืน แต่ทุกๆวันศุกร์เมนูอาหารของทหารเรือจะเป็นแกงกะหรี่ เพื่อให้ทหารทุกคนรู้ว่าวันนี้คือวันศุกร์แล้ว ดังนั้นจึงเหมือนกับว่าแกงกะหรี่เป็นสิ่งที่ใช้เพื่อแจ้งวันให้ทราบโดยทั่วกันนั่นเอง

ทหารเรือของไทยจะมีอะไรแบบนี้บ้างไหมนะ?

แต่ไฮไลต์ยังไม่หมดเพียงเท่านี้นะคะ ทางพิพิธภัณฑ์ยังมีกิจกรรมเด็ดๆที่คอยสานฝันให้คนอยากเป็นนักบิน นั่นก็คือการทดลองขับเครื่องบินแบบ simulation โดยวิวในจอจะเป็นภาพทางอากาศของเมือง Hamamatsu เพื่อความสมจริง ใครเป็นโอตาคุเครื่องบินจะต้องฟินแน่ๆ!

ถ้าเป็นช่วงสถานการณ์ปกติที่ไม่มีโรคระบาด เราสามารถแต่งตัวเป็นนักบินด้วยการสวมชุดนักบินของจริงกันได้ฟรีๆที่นี่ด้วย แต่ตอนนี้เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของไวรัสโควิด-19 ทางพิพิธภัณฑ์จึงงดกิจกรรมนี้ไปก่อนค่ะ

ส่วนค่าเข้าชมที่นี่ก็ฟรีด้วยนะคะ คนรักเครื่องบินไม่มาไม่ได้แล้วจ้า

นอกจากนี้ ภายในพิพิธภัณฑ์ก็ยังมีการจัดแสดงอุปกรณ์ที่ใช้ในการหนีภัยของนักบินในรูปแบบต่างๆไว้ด้วย มีการโชว์เครื่องบินย่อส่วนเอาไว้หลากหลายรุ่น ดูแล้วจะเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน และยังมีรถถังที่ใช้สำหรับยิงวัตถุบนฟ้าที่บินข้ามเข้ามาในอาณาเขตของประเทศญี่ปุ่นด้วย ว้าวมากๆเลยค่ะ

สำหรับสายชอปปิ้งก็มีร้านจำหน่ายสินค้าภายในพิพิธภัณฑ์ด้วยนะคะ ชื่อว่าร้าน TSUBASA มีทั้งขนมของฝาก ของที่ระลึกต่างๆมากมาย ก่อนกลับก็แวะซื้อของติดไม้ติดมือไปฝากคนทางบ้านก็น่าจะดีนะคะ

เว็บไซต์

https://www.mod.go.jp/asdf/airpark/

เวลาทำการ

9.00 – 16.00 น. ปิดทุกวันจันทร์และวันอังคารสุดท้ายของทุกเดือน

การเดินทาง

ลงรถไฟที่สถานี JR Hamamatsu ทางออก North Exit แล้วต่อรถบัสที่ Bus Terminal Line 14 มุ่งหน้าไปยัง ’51 Seirei Hamamatsu Izumi Takaoka’ ใช้เวลาประมาณ 25 นาที แล้วลงรถบัสที่ป้าย ‘Izumi 4-chome’ เดินต่ออีก  10 นาที

แผนที่ Google Map

https://goo.gl/maps/XBQw93jMoPTx1Gku5

กลับไปที่สารบัญ

1.2 สวนผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองฮามามัตสึ Hamamatsu Fruit Park

เมืองฮามามัตสึมีสวนผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดชื่อว่า ‘ฮามามัตสึ โทคิโนะซุมิกะ’ (Hamamatsu Fruit Park Tokinosumika) ที่นี่เป็นสวนผลไม้ที่ไม่ได้มีแค่ผลไม้ พูดแล้วอาจจะงง เราจึงขออธิบายว่าสวนแห่งนี้มีพื้นที่กว้างใหญ่มากๆค่ะ ทำให้ที่นี่ไม่ได้มีแค่ส่วนที่เป็นสวนผลไม้ แต่ยังเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของคนในเมืองและนักท่องเที่ยวแบบพวกเราด้วยค่ะ

ที่สวนแห่งนี้มีผลไม้มากมายกว่า 11 ชนิด ไม่ว่าจะเป็นสตรอว์เบอร์รี พีช แอปเปิล ส้ม ลูกพลับ บ๊วย บลูเบอร์รี่ องุ่น สาลี่ และผลไม้ชนิดอื่นๆซึ่งจะออกตามแต่ละฤดูกาล เรียกได้ว่ามีผลไม้ให้เก็บกันทั้งปีค่ะ เห็ดหูหนูกับเห็ดหอมก็มีให้เก็บด้วยเช่นกันนะ

สามารถชมคลิปได้จากที่นี่ > https://youtu.be/Q5gCvL6cHnI

ช่วงคริสต์มาสที่นี่ก็มีเทศกาลประดับไฟด้วยนะ โดยทางสวนจะใช้ไฟทั้งหมดกว่า 3 ล้านดวง ถือว่าเยอะและใหญ่จริงๆค่ะ ซึ่งล่าสุดก็มีการจัดงานนี้ตั้งแต่วันที่ 20 พ.ย. 2020 – 28 ก.พ. 2021

เริ่มเปิดไฟตั้งแต่เวลา 17.00 – 19.00 น.

ค่าเข้าชม

  • ผู้ใหญ่ 1,200 เยน
  • เด็ก 600 เยน

นอกจากนี้ ภายในสวนยังมีโซนไวน์เนอรี่ที่มีโรงกลั่นไวน์ขนาดย่อมด้วย มีการนำผลไม้บางชนิดมากลั่นเป็นเครื่องดื่มเพื่อจำหน่ายที่โรงงานขนาดย่อมแห่งนี้เช่นกัน ใครชอบเครื่องดื่มไวน์ผลไม้ก็ลองแวะมาที่นี่ได้ค่ะ

ฝั่งตรงข้ามก็จะเป็นโซนร้านอาหาร Pizza ที่บอกได้เลยว่าเด็ดดวงพวงมาลัย! เป็นพิซซ่าเตาถ่านที่อบร้อนๆพร้อมรับประทานได้ทันที โดยเชฟจะนำมาอบที่เตาถ่านในเวลา 3 นาที แขกอย่างเราก็จะได้ดูไปชิมพิซซ่าไป ฟินมากมายค่ะ!

ถ้าหากสั่งพิซซ่า 1 ถาดเราจะได้เครื่องดื่มฟรี 1 แก้ว ในราคา 1,000 เยนต้นๆนะคะ พิซซ่ามีด้วยกัน 3 หน้า หน้าที่ขายดีคือหน้าที่เป็นซอสมะเขือเทศ ชีส และบาซิล ตามลำดับ เชฟแนะนำมาว่าให้ลองกินพิซซ่าหน้าชีสกับน้ำผึ้งดู แล้วคุณจะรู้ว่ามันอร่อยมากๆ! อืม…พอลองแล้วอร่อยจริงๆด้วยค่ะ

เมนูของหวานก็มีด้วยนะ โดยจะมาเป็นถ้วยเล็กๆน่ารัก เซ็ต 4 ถ้วย 300 เยน ราคาน่ารักมากๆเลย

ช่วงที่เราไปเป็นฤดูกาลของส้มค่ะ ต้นส้มจึงออกผลมาให้เก็บเต็มเลย ทีนี้เราก็เลยไปนั่งรถไฟที่มีชื่อว่า ‘Max Trains’ เพื่อขึ้นไปเก็บส้มกันค่ะ จริงๆก็เดินขึ้นไปได้นะ แต่เพื่อเป็นการประหยัดเวลาและเก็บแรงด้วย เราเลยเลือกนั่งรถไฟไปแทนค่ะ รถไฟน่ารักมากๆเลย

ส้มสายพันธุ์ที่เราไปเก็บกันมีชื่อว่า Aoshima Mikan เป็นส้มที่มีรสหวานไร้เมล็ดค่ะ สวนส้มที่นี่จะปลูกส้ม 2 สายพันธุ์นะคะ อีกสายพันธุ์หนึ่งมีชื่อว่า Wase Mikan ซึ่งการเก็บส้มที่นี่จะไม่ใช่การเก็บแบบเหมาราคาเดียว เราจึงเก็บจำนวนเท่าไหร่ก็ได้ แล้วทางสวนก็จะชั่งน้ำหนักและคิดราคาตามน้ำหนักค่ะ ราคาจะอยู่ที่ 40 เยนต่อส้ม 100 กรัม โดยปกติแล้วทางสวนจะไม่อนุญาตให้แกะส้มแล้วชิมทันที แต่จะให้นำกลับไปรับประทานที่บ้านค่ะ แต่เราได้รับอนุญาตเพราะเขาอยากให้ชิมทันที จะได้รู้ว่ารสชาติอร่อยแค่ไหนค่ะ

ถ้ามาที่สวน Hamamatsu Fruit Park Tokinosumika แห่งนี้แล้ว หากจะไม่พูดถึงผลไม้สุดฮอตอีกอย่างหนึ่งก็คงไม่ได้ ผลไม้ที่ได้รับความนิยมมากๆอีกอย่างหนึ่งของที่นี่ก็คือสตรอว์เบอร์รีนั่นเอง

ใครเป็นแฟนคลับสตรอว์เบอร์รีห้ามพลาดสวนนี้เลยค่ะ เพราะนี่เป็นที่เก็บสตรอว์เบอร์รีสุดฮอตของเมืองฮามามัตสึเลย ที่สวนนี้มีสตรอว์เบอร์รีสายพันธุ์เด็ดๆคือ Akihime, Benihoppe, Kaoino และ Yotsuboshi

เราสามารถเข้าเก็บสตรอว์เบอร์รีได้ตั้งแต่เดือนธันวาคมจนถึงเดือนพฤษภาคม การเข้าชมสวนสตรอว์เบอร์รีจะเป็นแบบบุฟเฟ่ต์ คือเก็บแล้วกินได้เลยภายในเวลา 30 นาที ส่วนค่าเก็บจะขึ้นอยู่กับแต่ละช่วงฤดูค่ะ

เว็บไซต์

http://www.tokinosumika.com/hamamatsufp/

การเดินทาง

เริ่มต้นการเดินทางได้จากสถานี Hamamatsu โดยมีระบบขนส่งสาธารณะให้เลือกดังนี้

  • รถไฟ : นั่งรถไฟ Enshu Railway ไปลงที่สถานี Nishikajima และเปลี่ยนสายเป็น Tenryu Hamanako line ลงที่สถานี Fruit Park จากนั้นเดินต่อ 8 นาทีไปทางทิศเหนือ
  • รถบัส : นั่งรถบัสสาย Miyakoda/Fruit Park (ใช้เวลา 60 นาที) ขึ้นรถบัสที่ป้ายหมายเลข 16 ที่ bus terminal แล้วลงที่ป้าย Fruit Park
แผนที่ Google Map

https://g.page/fruitparktokinosumika?share

กลับไปที่สารบัญ

1.3 ชมพระพุทธรูป Rakan กว่า 500 องค์ พร้อมขอพรความรักที่วัด Houkouji

Houkouji เป็นวัดเก่าแก่ในเมืองฮามามัตสึที่มีอายุกว่า 650 ปี จุดเด่นของวัดนี้คงเป็นพระพุทธรูปองค์เล็กๆที่วางเรียงรายตั้งแต่ทางเดินจากที่จอดรถยาวไปจนถึงภายในวัด ซึ่งมีจำนวนกว่า 500 องค์ คนญี่ปุ่นเรียกพระพุทธรูปเหล่านี้ว่า Rakan พระแต่ละองค์จะมีอิริยาบถที่แตกต่างกันไปตามความศรัทธา

คนญี่ปุ่นเล่ากันว่า ถ้าเป็นรูปพระอุ้มปลาแสดงว่าต้องการให้ค้าขายดีหรือทำการประมงจับปลาได้เยอะๆ

พระพุทธรูปเล็กๆเหล่านี้เป็นพระพุทธรูปที่ผู้มีจิตศรัทธาเช่าบูชาเพื่อขอพรให้สิ่งที่ตนขอสมหวัง จากนั้นพวกเขาก็จะนำพระมาตั้งไว้ที่วัด ปัจจุบันก็ยังมีพระพุทธรูปสำหรับให้ผู้ที่มีความศรัทธาเช่าซื้อบูชาอยู่เช่นกัน สนนราคาที่ 200,000 เยน ถ้าเป็นเงินไทยก็ประมาณ 60,000 บาท

สามารถชมคลิปได้จากที่นี่ > https://youtu.be/fW0wq5pKbhg

ไฮไลต์ที่เป็นที่ฮือฮาของวัดนี้ก็คือ มีพระพุทธรูป Rakan อยู่องค์หนึ่งที่ชาวญี่ปุ่นบอกว่าหน้าเหมือนคุณ Yoshihide Suga นายกรัฐมนตรีของประเทศญี่ปุ่น ดูรูปแล้วคิดว่าเหมือนไหมคะ ฮ่าๆ ^^

Houkouji เป็นวัดเซนที่มีวิหารใหญ่ที่สุดในเขตโทไก เป็นวิหารที่สร้างด้วยไม้ วิหารเดิมมีมาตั้งแต่ปี 1371 แต่เกิดไฟไหม้ขึ้นในสมัยเมจิที่ 14 เลยมีการสร้างวิหารขึ้นใหม่ในสมัยปีโชวะที่ 10 และใช้มาจนถึงปัจจุบัน เท่ากับวิหารนี้มีอายุกว่า 100 ปี

ที่วัดแห่งนี้มีพระประทานเก่าแก่ที่สร้างตั้งแต่ปี 1351 และได้ถูกอัญเชิญมาประดิษฐาน ณ อาคารหลักแห่งนี้ด้วยค่ะ

ภายในวัดมีรูปปั้นของเทพ Daikoku (大黒) ที่ท่านเจ้าอาวาสบอกว่าเป็นเทพเจ้าที่ช่วยผูกรักผูกดวง ผูกความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้น โดยผู้ชายจะต้องไปลูบที่มือขวาของรูปปั้นเทพเจ้า ส่วนผู้หญิงต้องไปลูบที่ด้านหลังขององค์เทพเจ้า ใครโสดแล้วอยากมีคู่ต้องลองค่ะ ส่วนคนมีคู่แล้วก็ทำได้นะคะ จะขอพรให้ครอบครัวมั่นคง ความรักยั่งยืนนานก็ได้เช่นกัน

ด้านหน้าของอาคารนี้มีไฮไลต์คือเสาไม้ที่แกะสลักเป็นรูปมังกร อลังการงานสร้างมากๆเพราะใช้ไม้ท่อนเดียว ซึ่งเป็นไม้คุซึอายุเกิน 100 ปีแน่นอน

จุดชมวิวอีกแห่งหนึ่งที่สวยของวัดนี้เป็นจุดชมวิวมุมสูงค่ะ ถ้ามาตรงตามช่วงเวลาที่เหมาะสม เราจะได้เห็นใบไม้เปลี่ยนสีด้วยนะ สีสันของใบไม้ในช่วงเวลานั้นจะยิ่งทำให้วัดแห่งนี้สวยงาม ดูสงบท่ามกลางธรรมชาติอันงดงามมากๆ และในระหว่างทางเดินเราก็จะเห็นพระพุทธรูป Rakan ตั้งเรียงรายอยู่ด้วย

วัดแห่งนี้ไม่ได้มีเพียงประวัติศาสตร์ที่งดงามเท่านั้น แต่ยังมีที่พักภายในวัดให้นักท่องเที่ยวแวะมาพักได้ และมีอาหารพระหรือ ‘โชจินเรียวริ’ เสิร์ฟให้ด้วยค่ะ

วิวตอนกลางคืนของวัดนี้ก็สวยงามไม่แพ้สถานที่ท่องเที่ยวดังๆที่อื่นเหมือนกันนะ

ค่าเข้าชม
  • ผู้ใหญ่ : 500 เยน (ถ้าซื้อบัตรรวมกับค่าเข้าชมถ้ำ Ryugashidou Cavern จะได้ส่วนลดเหลือ 1,150 เยน เข้าได้ทั้งสองที่)
  • นักเรียนชั้นประถม-มัธยมต้น : 600 เยน (ถ้าซื้อบัตรรวมกับค่าเข้าชมถ้ำ Ryugashidou Cavern จะได้ส่วนลดเหลือ 650 เยน เข้าได้ทั้งสองที่)
เว็บไซต์

http://www.houkouji.or.jp/

แผนที่ Google Map

https://goo.gl/maps/7YxP1KcFWea8JKEZ8

กลับไปที่สารบัญ

1.4 เที่ยวถ้ำมังกร Ryugashidou Cavern หนึ่งในถ้ำที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น

ว้าวมาก! ถ้ำ Ryugashidou Cavern (ริวกะชิโดะ) หรือถ้ำมังกร เป็นชื่อที่เรียกตามภาพด้านหน้าถ้ำ ซึ่งเป็นรูปมังกรที่มีดวงตาสีแดงยืนเด่นเป็นสง่า ถ้ำแห่งนี้นับว่าเป็นหนึ่งในถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น เป็นถ้ำหินปูนที่ทับถมกันมานานกว่า 250 ล้านปี ตั้งอยู่ที่เมืองฮามามัตสึ (Hamamatsu)

ถ้ำนี้เปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการในปี 1983 ภายในถ้ำมีความลึก 1,046 เมตร แต่ทางจังหวัดได้เปิดถ้ำให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวชมได้ลึกประมาณ 400 เมตรเท่านั้น ภายในถ้ำแห่งนี้อากาศจะเย็นตลอดทั้งปี อุณหภูมิจะอยู่ที่ประมาณ 18 องศาเซลเซียส

ภายในถ้ำมีจุดชมความงามอยู่หลายจุดเลยทีเดียว เวลาเดินอาจจะต้องคอยระวังศีรษะด้านบนเพราะทางเดินแคบ แต่พื้นทางเดินสามารถเดินได้สบาย ไม่เป็นอันตรายแน่นอน

สามารถชมคลิปได้จากที่นี่ > https://youtu.be/nATFSRWb7h4

ที่ปากทางเข้าถ้ำเราจะได้เจอกับค้างคาว ซึ่งเขาจัดห้องกระจกให้เราได้เห็นตัวเป็นๆกันเลยทีเดียวค่ะ

เอาล่ะ! เริ่มเดินเข้าถ้ำกันได้แล้วค่ะ ทางเดินจะมืดๆหน่อยนะคะ เวลาเดินต้องระวังศีรษะ แล้วก็ต้องระวังลื่นด้วยเพราะถ้ำมีความชื้นสูง ผนังด้านข้างก็จะมีหินปูนที่ทับถมกันเป็นรูปต่างๆ เช่น

หินรูปตายายและหลานที่นั่งกินข้าวด้วยกัน

หินรูปจระเข้อ้าปาก ไม่รู้ว่าเห็นเหมือนกันไหมนะคะ

ผนังถ้ำมีน้ำไหลออกมา จุดนี้ว้าวมากค่ะ

หินปูนรูปเทพเจ้าทั้ง 7 ของญี่ปุ่น คนตั้งชื่อนี่เก่งจริงๆเลย นอกจากจะต้องใช้จินตนาการแล้ว ยังต้องตั้งชื่อให้เป็นไปตามหินและภาพที่เห็นด้วยนะคะเนี่ย

ส่วนอันนี้เป็นโคมไฟแชนเดอร์เลียร์

น้ำตกอายุยืนหรือ Fountain Of Longevity น้ำใสมากๆ แต่น้ำไม่สามารถกินได้นะคะ

ไฮไลต์เด่นๆเลยก็คือ น้ำตกสีทอง (The Grand Golden Waterfall) เป็นน้ำที่พุ่งลงมาจากผนังหลังคาของถ้ำ ได้ยินเสียงน้ำกระทบกับพื้นแล้วรู้สึกสดชื่นมากๆค่ะ น้ำที่ไหลลงมามีความสูงประมาณ 30 เมตร ทำให้นี่เป็นหนึ่งในน้ำตกใต้ดินที่ยาวที่สุดของญี่ปุ่นด้วย

ร้านขายของฝากก็มีไอเทมหินต่างๆวางจำหน่ายมากมาย มีของฝากท้องถิ่นของจังหวัดชิซูโอกะ รวมถึงโคล่าฟูจิด้วยนะคะ ใครอยากลองเรียนเชิญได้ เราไปลองมาแล้ว ได้กลิ่นอายความเป็นโคล่าแบบวินเทจมากๆเลยค่ะ

เว็บไซต์

http://www.doukutu.co.jp/index[1].html

เวลาทำการ

9.00 – 17.00 น.

ค่าเข้าชม
  • ผู้ใหญ่ (นักเรียนชั้นมัธยมปลายขึ้นไป) : 1,000 เยน (ถ้าซื้อบัตรรวมกับค่าเข้าชมวัด Houkouji จะได้ส่วนลดเหลือ 1,150 เยน เข้าชมได้ทั้งสองที่)
  • นักเรียนชั้นประถม-มัธยมต้น : 600 เยน (ถ้าซื้อบัตรรวมกับค่าเข้าชมวัด Houkouji จะได้ส่วนลดเหลือ 650 เยน เข้าชมได้ทั้งสองที่)
การเดินทาง

จากสถานีรถไฟ Hamamatsu ให้นั่งรถบัสสายที่จะไป Okuyama Kougen ลงที่ป้าย Ryugashidou Iriguchi

แผนที่ Google Map

https://g.page/ryugashido?share

กลับไปที่สารบัญ

1.5 Sawayaka ร้านอาหารที่คนท้องถิ่นบอกว่าถ้ามา ‘เที่ยวเมืองฮามามัตสึ’ ต้องลอง!

ร้าน Sawayaka ตั้งอยู่ที่ชั้น 8 ของห้าง Entetsu Main Building ที่อยู่ใกล้ๆกับสถานีรถไฟ JR Hamamatsu ร้านนี้เป็นร้านดังของคนท้องถิ่นที่ได้รับความนิยมมากๆ เป็นร้านสไตล์ Family restaurant และมี 35 สาขากระจายทั่วจังหวัดชิซูโอกะ

จุดเด่นของร้านนี้คือเมนูฮัมบากุ ซึ่งใช้เนื้อวัวชั้นดีชิ้นหนามาย่างในถาดร้อนๆ เป็นร้านที่ได้รับความนิยมจากคนทุกเพศทุกวัย คนท้องถิ่นของเมืองฮามามัตสึบอกเราว่าร้านนี้เป็นร้านดัง คิวเลยยาวมาก และเขาก็มากินตั้งแต่เด็กๆเลยค่ะ

ร้านนี้ไม่ได้มีแค่เมนูเนื้อวัวอย่างเดียวนะคะ ใครไม่กินเนื้อวัวก็สามารถสั่งเมนูไก่และเมนูอื่นๆได้ เช่น สลัด แกงกะหรี่ ฯลฯ

ความน่ารักของทางร้านก็คือ ก่อนที่เขาจะเสิร์ฟอาหารให้ จะมีการนำกระดาษแผ่นรองจานมาให้เราก่อน ซึ่งเจ้าแผ่นรองจานที่ว่านี้ไม่ได้มีหน้าที่แค่รองจานอาหารเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นผ้ากันเปื้อนป้องกันการกระเด็นของน้ำมันที่อยู่ในถาดร้อนๆ ไม่ให้ฉู่ฉ่าโดนเสื้อโดนตัวเราด้วยค่ะ นอกจากนี้เขายังมีสเปรย์ฆ่าเชื้อมาวางไว้ให้ที่โต๊ะด้วยนะ เผื่อใครกังวลเรื่องการหยิบจับขวดเครื่องปรุงต่างๆ เรียกได้ว่าน่ารักและใส่ใจสุดๆไปเลย

เวลาทำการ

11.00 – 22.00น. (last order 21.00 น.)

เว็บไซต์

https://www.genkotsu-hb.com/shop/entetsu.php

การเดินทาง

นั่งรถไฟไปลงที่สถานี Hamamatsu ทางออก North ร้านอยู่ที่ห้าง Entetsu Main Building ชั้น 8

แผนที่ Google Map

https://goo.gl/maps/d9LPdvKzaNFRTu8U9

กลับไปที่สารบัญ

1.6 เรื่องกินเรื่องใหญ่! ไปลองเกี๊ยวซ่าสไตล์ฮามามัตสึที่ร้านอิซากายะ Hamataro Gyoza กันเถอะ

Hamataro Gyoza เป็นร้านเกี๊ยวซ่าของชาวเมือง Hamamatsu ที่ว่ากันว่าเป็นร้านที่ไม่ควรพลาด ไฮไลต์ของที่นี่ก็คือเกี๊ยวซ่าซึ่งมีหลากหลายรสชาติให้เลือก เช่น กุ้ง วาซาบิ กิมจิ ชีส ฯลฯ และเมื่อสั่งเมนูเกี๊ยวซ่าแล้ว ตรงกลางของจานก็จะเสิร์ฟมาพร้อมกับถั่วงอกลวกค่ะ โอ้โห…ไม่เคยกินเกี๊ยวซ่ากับถั่วงอกลวกมาก่อนเลย

พอมาถึงร้านเรานึกในใจว่า ครั้งแรกจะต้องไม่เฟลสินะ และใช่ค่ะ! ไม่เฟลเลย รสชาติดีกว่าที่มโนเอาไว้อีก เรียกว่าอร่อยเลยก็ว่าได้ค่ะ น้ำจิ้มเกี๊ยวซ่าก็ดีงามมาก ทางร้านปรุงมาให้เสร็จสรรพแล้ว เราแค่เติมน้ำมันพริกเผาเพื่อเพิ่มความเผ็ดอย่างเดียวเท่านั้น

นอกจากนี้เรายังสั่งเมนูกับแกล้มกรุบกริบมาด้วย นั่นคือแตงกวาหั่นที่โรยปลาคัตสึโอะฝอยมาเป็นท็อปปิ้ง จานนี้เป็นเมนูที่ทำให้แตงกวาธรรมดาดูมีมูลค่าขึ้นมาเลยทีเดียว และสายดื่มก็ห้ามพลาดถั่วแระญี่ปุ่นเลยค่ะ แทะไปดื่มไป ฟินมากๆ

บรรยากาศภายในร้านจะมีที่นั่งแบบเคาน์เตอร์สำหรับคนที่มาเดี่ยวๆ และมีที่นั่งแบบโต๊ะสำหรับคนที่มาเป็นกลุ่ม การสั่งอาหารทำได้ผ่านจอไอแพด อารมณ์จะคล้ายๆกับอิซากายะ นั่งชิลล์ นั่งคุย เม้าธ์มอยกันตามประสาเพื่อนฝูงหลังเลิกงาน

ส่วนมื้อเที่ยงที่นี่ก็ราคาถูกมาก โดยเริ่มต้นเกี๊ยวซ่าเซ็ตที่ 580 เยน ถ้าใครอยู่ญี่ปุ่นก็สามารถซื้อกลับบ้านไปย่างกินเองได้ด้วยนะคะ

  • Gyoza เซ็ต 6 ชิ้น : 680 เยน
  • Gyoza เซ็ต 12 ชิ้น : 1,030 เยน
  • Gyoza เซ็ต 18 ชิ้น : 1,380 เยน
เวลาทำการ
  • มื้อเที่ยง : 11.30 – 14.00 น.
  • มื้อเย็น : 17.00 – 21.00 น.
เว็บไซต์

https://hamatarou-ta.owst.jp/

การเดินทาง

นั่งรถไฟไปลงที่สถานี Hamamatsu ทางออก North แล้วเดินต่อไปตามแผนที่อีกนิดก็จะถึงร้าน

แผนที่ Google Map

https://goo.gl/maps/d2MsL3ggsgJroumEA

กลับไปที่สารบัญ

1.7 คืนนี้นอนที่นี่นะ! OKURA ACT CITY HOTEL HAMAMATSU โรงแรมสุดหรูบนตึกสูงใจกลางเมืองฮามามัตสึ

ที่พักสำหรับค่ำคืนนี้ เราจะเข้านอนกันที่โรงแรม Okura Act City Hotel Hamamatsu โรงแรมนี้เป็นตึกสูง 45 ชั้นที่อยู่ติดกับสถานีรถไฟ เดินทางสะดวกสุดๆ เพราะโรงแรมสามารถเดินทะลุเข้าถึงสถานีรถไฟได้เลย ส่วนสายชอปปิ้งก็ต้องฟินแน่ๆ เพราะรอบโรงแรมมีห้างต่างๆรายล้อมเต็มไปหมดเลยค่ะ

สามารถชมคลิปได้จากที่นี่ > https://youtu.be/x0oV7763zis

ช่วงที่ไปล็อบบี้โรงแรมตกแต่งต้นคริสต์มาสและมีดนตรีบรรเลงให้เข้ากับบรรยากาศด้วย เมืองฮามามัตสึขึ้นชื่อเรื่องเครื่องดนตรีค่ะ ดังนั้นไม่ว่าจะเดินไปทางซอกมุมไหน เราก็มักจะได้ยินเสียงเพลงบรรเลงมุ้งมิ้งฟรุ้งฟริ้ง คอยสร้างบรรยากาศให้ร่มรื่นและผ่อนคลายตลอดเวลา แม้แต่ในลิฟต์ก็ยังตกแต่งด้วยตัวโน๊ตเลยค่ะ

จุดเด่นของโรงแรมนี้ก็คงเป็นวิวจากมุมสูงของโรงแรม ซึ่งเราสามารถชมวิวเมืองฮามามัตสึได้ทั้งในยามกลางวันและกลางคืน รวมถึงลิฟต์แก้วของโรงแรมที่มองวิวได้ตลอดเวลา

คืนนี้เราได้พักที่ชั้น 44 ค่ะ เป็นวิวด้านตรงข้ามกับสถานีรถไฟที่มองยังไงก็สวยทั้งกลางวันและกลางคืน ไม่ต้องออกไปเดินตากลมเลยค่ะ แค่ชมวิวบนห้องก็ฟินแล้ว

ห้องน้ำสะอาด อุปกรณ์ก็ครบถ้วนมากๆค่ะ เครื่องประทินผิวที่ให้มาภายในห้องพักก็จัดได้ว่าดีงาม มาเข้าพักโรงแรมตัวเปล่ายังได้เลย

เราสะดุดใจกับไดร์เป่าผมที่เป็นของยี่ห้อ dyson เพราะส่วนใหญ่โรงแรมในญี่ปุ่นจะไม่ใช้ยี่ห้อนี้ ดีงามสำหรับคนที่แพลนว่าจะซื้อไดร์เป่าผมยี่ห้อนี้มากเลยค่ะ เพราะเท่ากับว่าเราจะได้ทดลองใช้ก่อนซื้อจริง ที่ชอบก็คือไดร์ยี่ห้อนี้มีหลากหลายหัวเป่ามาให้เปลี่ยนใช้ค่ะ ดี๊~ดี ^^

มารีวิวอาหารเช้ากันบ้างนะคะ อาหารเช้าที่นี่ก็ดีงามเลยค่ะ ทางโรงแรมจะจัดมาเป็นเซ็ตให้เลือกว่าจะทานอาหารแบบตะวันตกหรือแบบญี่ปุ่น เพราะช่วงนี้โควิดระบาด ทางโรงแรมเลยจัดเป็นแบบเซ็ตแล้วนำมาเสิร์ฟให้เราที่โต๊ะแทนการลุกไปหยิบเองค่ะ แต่ก็ยังมีบางอย่างที่ต้องไปหยิบเองอยู่นะคะ เช่น เครื่องดื่มต่างๆ ทางโรงแรมก็เตรียมรับมือเรื่องการแพร่กระจายของไวรัสได้เป็นอย่างดี ตั้งแต่ขั้นตอนการวัดอุณหภูมิ ล้างมือด้วยแอลกอฮอล์ และการขอความร่วมมือให้เราใส่ถุงมือกับหน้ากากอนามัยก่อนลุกไปหยิบเครื่องดื่มด้วยค่ะ โต๊ะที่นั่งก็จัดให้อยู่ห่างๆกันเพื่อเว้นระยะห่างด้วย

เว็บไซต์

https://www.act-okura.co.jp/

การเดินทาง

ลงรถไฟที่สถานี  Hamamatsu ทางออก North หรือ May one แล้วเดินเชื่อมเข้าสู่โรงแรมบริเวณชั้น 2 ได้เลย

แผนที่ ​Google Map

https://goo.gl/maps/Ar8DE6HZEtYUg1zK9

กลับไปที่สารบัญ

2. เที่ยวเมืองฮามามัตสึ : วันที่ 2

2.1 แวะเช็กอินปราสาทฮามามัตสึ (Hamamatsu Castle)

แลนด์มาร์กทางประวัติศาสตร์ของเมืองฮามามัตสึ ยังไงก็ต้องเป็นที่นี่!
‘ปราสาทฮามามัตสึ’ (Hamamatsu Castle)

ปราสาทฮามามัตสึตั้งอยู่ในเมืองฮามามัตสึ จังหวัดชิซูโอกะ เป็นปราสาทที่สร้างขึ้นในปี 1532 โดยขุนนางในตระกูลอิมางาวะ (Imagawa) ในยุคปฏิวัติเมจิปราสาทหลังเดิมได้ถูกทำลายจนพังลงไป แต่ยังคงเหลือฐานหินอยู่ ซึ่งปราสาทหลังใหม่ที่สร้างขึ้นนั้น แม้ว่าจะมีขนาดเล็กลงแต่ก็ยังตั้งอยู่บนฐานหินเดิม

สามารถชมคลิปได้จากที่นี่ > https://youtu.be/OriT7oJA8nc

ปราสาทแห่งนี้เคยเป็นที่อยู่ของโชกุนชื่อดังของญี่ปุ่น นั่นก็คือ ‘โทคุกาวะ อิเอยาสึ’ (Tokugawa Ieyasu) ซึ่งเคยอาศัยอยู่ที่นี่มานานกว่า 17 ปีในช่วงอายุ 29 – 45 ปี ปราสาทแห่งนี้จึงมีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า ‘ปราสาทแห่งการเลื่อนตำแหน่ง’ เพราะไม่ว่าใครก็ตามที่อาศัยอยู่ที่นี่ล้วนได้รับการเลื่อนตำแหน่งสำคัญๆทั้งนั้น ดังนั้นบริเวณปราสาทแห่งนี้จึงมีรูปปั้นของโชกุน ‘โทคุกาวะ อิเอยาสึ’ อยู่ด้วย

ความสนุกของการมาเที่ยวปราสาทฮามามัตสึนั้น นอกเหนือจากการถ่ายรูปเช็กอินเป็นที่ระลึกแล้ว ยังมีอีกหนึ่งสิ่งที่ฮอตฮิตสำหรับการชมปราสาท นั่นก็คือการตามหาหินรูปหัวใจที่เป็นฐานของปราสาท วัยรุ่นญี่ปุ่นบอกว่าถ้าเห็นแล้วจะสมหวังในความรักและโชคดีค่ะ

เอ้า! มีใครเห็นหินรูปหัวใจบ้างไหมคะ?

นอกจากนี้ บริเวณรอบๆปราสาทฮามามัตสึยังเต็มไปด้วยซากุระกว่า 370 ต้น ในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายนดอกซากุระจะบานสะพรั่ง ปราสาทแห่งนี้จึงถือเป็นสถานที่ยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวจะไปชมซากุระ เพราะที่นี่เรียกได้ว่าเป็นจุดชมซากุระที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น

แต่ปราสาทฮามามัตสึไม่ได้มีแค่ดอกซากุระในฤดูใบไม้ผลิเท่านั้นนะ ที่นี่ยังมีต้นโมมิจิกับต้นแปะก๊วยที่จะผลัดใบในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีอีกด้วยค่ะ ช่วงที่เรามาถือว่าเร็วไปนิด เลยยังไม่ค่อยได้เห็นต้นไม้ใบไม้เปลี่ยนสีมากนัก

และนอกจากนี้ บริเวณรอบๆปราสาทยังเป็นที่เดินพักผ่อนหย่อนใจของผู้คนในชุมชนอีกด้วยค่ะ

เวลาทำการ

8.30 – 16.30 น.

ค่าเข้าชมปราสาท

ผู้ใหญ่ 200 เยน

การเดินทาง

นั่งรถบัสที่ป้ายหมายเลข 1 หรือ 13 จากท่ารถบัสที่สถานี Hamamatsu นั่งไปลงที่ Shiyakushomae แล้วเดินต่อ 6 นาที

แผนที่ Google Map

https://g.page/hamamatsujo?share

กลับไปที่สารบัญ

2.2 จิบชาเขียวและชมสวนญี่ปุ่น ที่คาเฟ่สไตล์ญี่ปุ่น Shouin-tei Castle & Café

ไม่ไกลจากปราสาทนัก มีคาเฟ่สไตล์ญี่ปุ่นที่มองออกไปเห็นสวนญี่ปุ่น คาเฟ่นี้วิวดีมาก สวยมากๆ และเซ็ตชาเขียวพร้อมขนมหวานของร้านนี้ก็ถูกมากเช่นกัน ใครเป็นสายชาเขียวญี่ปุ่น อยากหาที่นั่งชิลล์จิบชา กินขนมหวานญี่ปุ่น พร้อมกับมองวิวแบบสวนสวยสไตล์ญี่ปุ่น ขอแนะนำที่นี่เลยค่ะ

คาเฟ่ Shouin-tei อยู่ใกล้กับปราสาทฮามามัตสึ เดินไปอีกนิดเดียวเหมือนหลุดไปอีกโลกหนึ่ง คาเฟ่นี้เปิดมาแล้วกว่า 23 ปี นับว่าไม่ธรรมดาเลยค่ะ

จุดเด่นของที่นี่ก็คือวิวสวย เซ็ตชาราคาไม่แพง เพียงเซ็ตละ 400 เยน โดยมาพร้อมกับความใส่ใจเล็กๆน้อยๆของทางร้าน เพราะเมื่อเรากินขนมหรือดื่มชาจนหมดแล้ว เราจะพบตัวอักษรอยู่ตรงบริเวณก้นภาชนะ โดยตัวอักษรที่เราเจอตรงก้นถ้วยชาเขียวคือ 寿 (kotobuki) หมายถึงการยินดี, การแสดงความยินดี และตัวอักษรที่อยู่บนจานคือ 福 (Fuku) หมายถึงความโชคดี พอดื่มหมดยิ้มแป้นเลยจ้า

แต่ละฤดูกาลเมนูขนมหวานจะเปลี่ยนไปตามช่วงเวลานั้นๆด้วยนะคะ เป็นเสน่ห์ที่ทำให้คนมาที่นี่แล้วติดใจ อยากจะมาซ้ำทุกเดือนโดยไม่มีเบื่อ

เว็บไซต์

http://www.shouintei.jp/

เวลาทำการของคาเฟ่

10.00 – 16.00 น.

วันหยุด

คาเฟ่ปิดวันจันทร์

การเดินทาง
  • นั่งรถบัสที่ป้ายหมายเลข 13 จากท่ารถบัสที่สถานี Hamamatsu ไปลงที่ Hamamatsujo Kouen Iriguchi แล้วเดินต่อไปยังคาเฟ่
  • นั่งรถบัสที่ป้ายหมายเลข 16 จากท่ารถบัสที่สถานี Hamamatsu ไปลงที่ Shikatani-cho แล้วเดินต่อไปยังคาเฟ่
แผนที่ Google Map

https://goo.gl/maps/szXpVqJi8EGt5NBU9

กลับไปที่สารบัญ

2.3 หมู่บ้านแห่งเทพนิยาย Nukumori no Mori เหมือนยกยุโรปมาไว้ที่ญี่ปุ่น

Nukumori no Mori เป็นหมู่บ้านเล็กๆที่น่าหลงใหล มีกลิ่นอายความเป็นยุโรปและน่าค้นหา ความหมายของชื่อสถานที่แห่งนี้ก็คือ ‘ป่าแห่งความอบอุ่น’

หมู่บ้าน Nukumori no Mori ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1983 โดยสถาปนิกชาวญี่ปุ่น Sasaki Shigeru การตกแต่งของหมู่บ้านแห่งนี้ทำให้เรารู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปสู่โลกแห่งนิทาน ภายในหมู่บ้านมีบรรยากาศและกลิ่นอายของความเป็นยุโรป และมีการจำลองส่วนป่าคล้ายกับในนิทานด้วย ทุกอย่างดูน่ารักปุ๊กปิ๊กไปหมดเลยค่ะ

หมู่บ้านแห่งนี้มีร้านค้าต่างๆเปิดให้บริการมากมาย สินค้าที่จำหน่ายมีทั้งเสื้อผ้า งานทำมือ (Hand made) งานเซรามิค นอกจากนี้ยังมีร้านอาหาร คาเฟ่ และแกลเลอรีให้เดินชมเยอะเลยค่ะ

เราไปสะดุดตากับร้านขายเครื่องประดับที่ทำจากหนังเข้า ร้านนี้มีชื่อว่า ‘Little Shine Accessory Shop’ คุณป้าเจ้าของร้านใจดีมากๆเลย ไอเทมที่วางจำหน่ายในร้านนั้น ลูกสาวของคุณป้าเป็นคนทำเองกับมือทุกชิ้นแล้วจึงนำมาวางจำหน่าย ซึ่งของที่ขายก็ไม่ได้มีแค่ผลิตภัณฑ์น่ารักๆที่ทำจากหนังอย่างเดียวนะ ต่างหูดีไซน์น่ารักๆเก๋ๆก็มีด้วย ราคาก็ไม่แพงเกินเอื้อมเลยค่ะ

และยังมีร้านจำหน่ายสินค้าจากตุรกีที่เป็นร้านฮอตฮิตอีกแห่งของที่นี่ ร้านนี้จะนำสินค้าจากตุรกีมาวางจำหน่าย ซึ่งคนญี่ปุ่นชอบกันมาก สินค้าที่ขายก็จะมีทั้งผ้า โคมไฟ พวงกุญแจต่างๆ รวมถึงสร้อยข้อมือที่ขายดีเป็นอันดับ 1 ไอเทมน่ารักๆแบบนี้ถูกจริตสาวญี่ปุ่นมากๆค่ะ

ร้านจำหน่ายเครื่องหอม อโรม่า แฮนด์ครีม หรือบาล์มต่างๆก็มีด้วยนะคะ แพ็กเกจจิ้งของสินค้าแต่ละอย่างก็น่ารักมากๆ ใครที่ชอบอโรม่าออยล์น่าจะชอบร้านนี้เพราะมีหลายกลิ่นให้เลือก แถมยังมีสินค้าที่ผลิตขึ้นตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการโดยเฉพาะด้วย เช่น ต้องการผ่อนคลาย วันไหนที่เหนื่อยมากๆหรือแม้แต่วันที่ประจำเดือนมา เราก็สามารถใช้อโรม่าผ่อนคลายได้เช่นกัน

บริเวณชั้น 2 ของร้านอโรม่าก็จะเป็นร้านขายสินค้ากระจุกกระจิก มีทั้งงานผ้า เซรามิก ฯลฯ แต่ที่เป็นสินค้าขายดีของร้านก็คือนาฬิกาข้อมือดีไซน์แปลกๆน่ารักๆ มีกลิ่นอายความวินเทจหน่อยๆ

และที่เป็นไฮไลต์ของหมู่บ้าน Nukumori no Mori เลยก็คือ ที่นี่มีคาเฟ่นกฮูกด้วย! คาเฟ่นี้มีนกฮูกมากมายทั้งตัวเล็กและตัวใหญ่ เพิ่งเคยใกล้ชิด ฮ. นกฮูกตาโตตัวเป็นๆก็ครั้งนี้ล่ะค่ะ น้องๆแต่ละตัวตากลม คม และโตมากจริงๆ นอกจากนี้ยังมีหนูตัวเล็กๆและเม่นที่ขี้อายด้วยค่ะ ใครชอบคาเฟ่นกฮูกจะต้องเพลิดเพลินแน่นอน ค่าเข้าชมคนละ 1,000 เยนค่ะ

สถานที่อีกแห่งที่ห้ามพลาดเลยก็คือ บ้านหลังใหญ่ที่สุดในหมู่บ้าน Nukumori no Mori ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนมาเป็นร้านอาหารแล้ว แต่เดิมบ้านหลังนี้เป็นที่อยู่อาศัยของสถาปนิกผู้สร้างหมู่บ้านแห่งนี้ขึ้นมา ภายในมีการตกแต่งอย่างสวยงาม โดยดีไซน์ให้เหมือนบ้านในนิยาย

ภายในบ้านจะเต็มไปด้วยห้องเล็กห้องน้อย มีการทำผนังให้เหมือนไม้ ซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่ไม้ แต่เป็นปูน อีกทั้งยังมีการใส่รายละเอียดเล็กๆน้อยๆ เช่น นำหินรูปหัวใจไปติดไว้ที่พื้นของห้อง อะไรประมาณนี้ เป็นการเพิ่มกิมมิคความน่ารักลงไป ทำให้บ้านหลังนี้มีเสน่ห์และน่าค้นหา นอกจากนี้ยังมีการเจาะช่องหลังคาโปร่งเพื่อให้แสงส่องเข้ามาในตัวบ้านได้ รวมถึงมีโคมไฟประดับน่ารักๆสไตล์ยุโรป

ในส่วนของระเบียงบ้านก็สามารถมองออกไปข้างนอกและเห็นทุกซอกทุกมุมของอาณาบริเวณรอบๆบ้านได้

และอย่าลืมแวะร้านของฝากกันด้วยนะคะ ที่นี่ก็มีของฝากจำหน่ายด้วยเช่นกัน เป็นคุ้กกี้ลวดลายน่ารักสไตล์เดียวกับบ้านเลย ส่วนใครที่ชื่นชอบงานอาร์ต งานปั้น งานเซรามิก คุณมาถูกที่แล้วค่ะ! เพราะที่นี่มีสินค้างานคราฟต์สวยๆที่ทำให้คนใจอ่อนอย่างเราไม่สามารถมูฟออนออกมาจากร้านได้เลย เพราะของแต่ละอย่างสวยจริงๆ ชวนให้อยากซื้อไปซะทุกชิ้นที่วางโชว์ ใจบางเลยค่ะ

เราจะมาตบท้ายกันด้วยไอศกรีมเจลาโต้แสนอร่อยนะคะ ที่นี่มีไอศกรีมเจลาโต้จำหน่ายหลากหลายรสชาติ เยอะจนแทบเลือกกันไม่ถูกเลยค่ะ ใครเป็นสายของหวานต้องแวะมาจัดกันนะคะ

หมู่บ้าน Nukumori no Mori นี่สวยสมกับความเป็นเมืองแห่งเทพนิยายจริงๆ ใครที่ชอบความฟรุ้งฟริ้งมุ้งมิ้ง ชอบถ่ายรูป ที่นี่น่าจะตอบโจทย์และถูกจริตแน่นอน ถ้าใครได้มาเที่ยวเมืองฮามามัตสึก็อย่าลืมแวะมาหมู่บ้านนี้นะคะ มันน่ารักมุ้งมิ้งมากจริงๆ

หากอยากชมบรรยากาศของหมู่บ้าน Nukumori no Mori สามารถชมคลิปได้ที่นี่ค่ะ

เว็บไซต์

https://www.nukumori.jp/

ค่าเข้าชม

300 เยน

เวลาทำการ

10:30 – 18:30 น. ** หยุดทุกวันพฤหัส

การเดินทาง

จากสถานีรถไฟ JR Hamamatsu ให้ไปที่ทางออกฝั่ง North แล้วขึ้นรถบัส Entetsu Bus ที่ป้ายหมายเลข 1 จากนั้นให้ขึ้นรถบัสสายที่มุ่งหน้าไปยัง Kanzanji Onsen (舘山寺温泉行) โดยจะใช้เวลาประมาณ 40 นาที แล้วลงรถบัสที่ป้าย Sujikaibashi (すじかいばし) เดินต่ออีก 5 นาที

แผนที่ Google Map

https://goo.gl/maps/VFpCCUiqaf6Sgsf16

กลับไปที่สารบัญ

2.4 มาเยือนแหล่งปลาไหลทั้งที ต้องแวะชิมข้าวหน้าปลาไหลที่ Unagi Hamanoki Restaurant

Unagi Hamanoki Restaurant (うなぎ食事処 浜乃木) เป็นร้านอาหารที่อยู่บนชั้น 2 ของท่าเรือ Kanzanji Port ร้านอาหารนี้มีทั้งโซนนั่งแบบญี่ปุ่นและโซนโต๊ะแบบตะวันตก เมนูเด็ดของทางร้านคือ ‘ข้าวหน้าปลาไหล’ เพราะเมืองนี้ขึ้นชื่อเรื่องปลาไหลนั่นเอง ส่วนบริเวณที่ชาวเมืองฮามามัตสึนิยมเลี้ยงปลาไหลกันก็คือทะเลสาบฮามานาโกะ

มาถึงแหล่งปลาไหลแล้วจะพลาดได้อย่างไร! ต้องลองไปชิมของดีเมืองฮามามัตสึอย่างปลาไหลกันให้ได้เลยนะคะ

เมนูมีภาษาอังกฤษนะคะ ไม่ต้องกังวลเรื่องภาษาเลย แถมยังอ่านง่าย มีภาพประกอบให้ด้วย เห็นเมนูไหนน่าอร่อยก็จิ้มสั่งได้เลย ซึ่งข้าวหน้าปลาไหลจะมีทั้งเซ็ตใหญ่และเซ็ตเล็กเลยค่ะ

วันนี้เราได้ลองกิน ‘ข้าวหน้าปลาไหลโอะฉะสึเกะ’ (Unadon Ochazuke) เป็นเซ็ตข้าวหน้าปลาไหลที่เสิร์ฟมาพร้อมกับเซ็ตน้ำชา แต่น้ำชาที่ว่านี้ไม่ใช่เป็นเครื่องดื่มนะคะ มันเป็นซุปที่ใช้เทลงบนข้าวค่ะ ลักษณะจะคล้ายกับข้าวต้ม กินช่วงอากาศหนาวลื่นคอมากมายค่ะ ด้วยกลิ่นหอมของปลาไหลที่ย่างมาร้อนๆกับซุปชาแสนละมุน การกินข้าวหน้าปลาไหลจึงอร่อยยิ่งขึ้นเป็นทวีคูณ ส่วนราคาของข้าวหน้าปลาไหลเซ็ตนี้อยู่ที่ 1,595 เยนค่ะ

แอบถ่ายเมนูของเพื่อนข้างเคียงมาด้วย เป็นเมนู Unaju นะคะ ปลาไหลเน้นๆค่ะเมนูนี้ เหมาะสำหรับคนที่ชื่นชอบปลาไหลมากๆ แนะนำเลยค่ะ เมนูนี้เสิร์ฟมาในกล่องข้าวลวดลายสวยงาม สมกับเป็นงานระดับพรีเมียม มีผักดองและซุปใสมาให้พร้อมในเซ็ต เห็นเนื้อปลาไหลที่ย่างมาแล้วก็บอกได้เลยว่าอลังการงานสร้างดาวล้านดวงค่ะ เซ็ตนี้ราคา 4,180 เยน

และอีกเมนูที่จะมีจำหน่ายตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 2020 เป็นต้นไปก็คือ ‘ข้าวมันหอยนางรม’ หรือในชื่อภาษาญี่ปุ่นว่า Kakikabadon (かきカバ丼) เมนูนี้เป็นเมนูฮอตฮิตที่เป็นแรร์ไอเทมประจำร้านค่ะ ถ้ามีโอกาสได้มาเยือนฮามามัตสึอีก เราก็หวังว่าจะได้ลองเมนูข้าวมันหอยนางรม อยากรู้มากๆเลยค่ะว่าจะอร่อยสมคำร่ำลือไหมนะ เมนูนี้สนนราคาที่ 1,760 เยนค่ะ

เวลาทำการ

11.00 – 16.00 น. ร้านหยุดวันอังคาร

เว็บไซต์​

http://hamanoki.com/

การเดินทาง
  • นั่งรถบัสสาย Tokaido Main Line จากสถานี Hamamatsu ใช้เวลา 45 นาที
  • นั่งรถบัสสาย Kanzanji Onsen Line ลงที่ป้าย Kanzanji Onsen และเดินไปทางทิศเหนือบนถนน Monzen ใช้เวลา 5 นาที
แผนที่ Google Map

https://goo.gl/maps/wEHsxRQLqsSP7wAn6

กลับไปที่สารบัญ

2.5 ล่องเรือ Pleasure boat ให้อาหารนก และชมวิวทะเลสาบฮามานาโกะที่ท่าเรือ Kanzanji Port

ทะเลสาบฮามานาโกะ (浜名湖) แห่งนี้แต่เดิมเคยเป็นทะเลสาบน้ำจืดมาก่อนค่ะ ย้อนกลับไปเมื่อปี 1498 มีแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เกิดขึ้น เกิดการแยกตัวของแผ่นดิน ทำให้ทะเลสาบฮามานาโกะและมหาสมุทรแปซิฟิกมาเชื่อมต่อกัน เกิดเป็นทะเลสาบน้ำกร่อยดังที่เห็นในปัจจุบัน

สภาพแวดล้อมแบบนี้ของทะเลสาบนั่นเองที่ทำให้เมืองฮามามัตสึขึ้นชื่อเรื่องปลาไหลและปลาปักเป้า ชาวเมืองจะเลี้ยงปลาไหลและปลาปักเป้ากันที่ทะเลสาบแห่งนี้ และบริเวณรอบๆทะเลสาบก็มีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Hamanako PalPal Amusement Park, Kanzanji Onsen, และ Hamanako Orgel Museum (พิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี) ที่ต้องขึ้นเคเบิลคาร์ไปชมด้านบนด้วยความสูง 723 เมตร ที่นี่นับว่าเป็นเคเบิลคาร์แห่งเดียวของญี่ปุ่นที่ข้ามทะเลสาบ

แต่วันนี้เราไม่ได้ขึ้นเคเบิลคาร์นะคะ เรานั่งเรือล่องทะเลสาบ ชมวิวและให้อาหารนกกันค่ะ เราขึ้นเรือที่มีชื่อว่า Kanzanji Port, Lake Hamana Pleasure Cruise โดยขึ้นที่ท่าเรือ Kanzanji ใช้เวลาในการล่องเรือทั้งหมด 30 นาที

ความสนุกของการโดยสารเรือล่องทะเลสาบก็คือเราจะได้ให้อาหารนกไปด้วยค่ะ เราสามารถซื้อข้าวเกรียบเพื่อให้อาหารนกได้ในราคา 100 เยน พอออกจากฝั่งเรือก็เริ่มเข้าสู่กลางทะเลสาบ เราจะเห็นฝูงนกบินวนไปมารอรับอาหารกัน นกที่นี่ไม่โหด ไม่ดุ และไม่จิกนะคะ ออกจะเรียบร้อยเสียด้วยซ้ำ บางทีไม่มีคนให้อาหารแล้วนกก็ยังมายืนเรียงแถวตรงระเบียงเรืออยู่ดี น่ารักมากเลยค่ะ

นอกจากนี้ เรายังได้ชมวิวของเคเบิลคาร์ที่มุ่งหน้าไปยังจุดชมวิวบนภูเขา Okusayama ด้วย ก็ถือว่าเป็นการเที่ยวทะเลสาบที่ได้เห็นวิวแบบ 360 เลยค่ะ และเราก็ยังมองเห็นทางด่วน Tomei Expressway กับสะพาน Hamanako ที่ข้ามผ่านทะเลสาบแห่งนี้ด้วย เส้นทางเดินเรือนี้นอกจากจะเหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวแล้ว นักกีฬาอย่างนักวิ่งหรือนักปั่นจักรยานก็ยังนิยมใช้เรือช่วยย่นระยะทางอีกด้วยค่ะ

ค่าโดยสารเรือ (ไป-กลับ)
  • ผู้ใหญ่ : 1,000 เยน
  • เด็ก : 500 เยน
เวลาทำการ

9.00 – 16.00 น.

เว็บไซต์

https://www.hamanako-yuransen.com/

แผนที่ Google Map

https://goo.gl/maps/ueaXy6eYbk5HTthx5

กลับไปที่สารบัญ

2.6 ชมเสาโทริอิกลางน้ำ Benten cho Torii , Totoumi Hakkei ‘Benten-no-Sekisho’

ถ้าเอ่ยถึง BENTEN-JIMA ก็ต้องนึกถึงเสาโทริอิที่ตั้งอยู่กลางน้ำในทะเลสาบฮามานาโกะ ทะเลสาบแห่งนี้เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงอันเป็นผลกระทบจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในอดีต แผ่นดินไหวครั้งนี้ทำให้ฮามานาโกะที่เคยเป็นทะเลสาบน้ำจืดมาก่อนกลายมาเป็นทะเลสาบน้ำกร่อย ซึ่งนี่ก็ทำให้ทะเลสาบฮามานาโกะกลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจในหมู่คนญี่ปุ่นด้วยกันเอง รวมถึงนักท่องเที่ยวที่มาเยือนด้วยค่ะ

วันนี้เราจะพาไปชมบรรยากาศยามบ่าย ณ บริเวณริมทะเลสาบกันนะคะ ซึ่งวิวที่เป็นไฮไลต์ก็คือเสาโทริอิสีแดงที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่กลางทะเลสาบฮามานาโกะ (Lake Hamanako)

บริเวณที่เรามากันนี้มีชื่อเรียกว่า Bentenjima Kaihin Park พื้นที่ตรงนี้เป็นชายหาดและสวนสาธารณะที่นักท่องเที่ยวหรือแม้แต่คนญี่ปุ่นเองก็นิยมมาพักผ่อนหย่อนใจ บ้างก็มานั่งตกปลากันในช่วงฤดูร้อน บริเวณนี้ถือว่าเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจที่ฮอตฮิตมากๆ เพราะมีกิจกรรมทางน้ำต่างๆให้ทำมากมาย เช่น เรือยอชท์ พาราเซล วินเซิร์ฟ เวคบอร์ด และกิจกรรมอื่นๆ

เราเคยถามคนญี่ปุ่นว่าทำไมเสาโทริอิถึงมาตั้งอยู่กลางน้ำ คนญี่ปุ่นบอกว่าไม่รู้! อาจจะทำเพื่อเป็นแลนด์มาร์กก็ได้มั้ง ซึ่งถ้าคนญี่ปุ่นไม่รู้แล้วเราจะรอดไหมนะ หุหุ

เสาโทริอิสีแดงต้นนี้มีชื่อว่า ‘Bentenjima Torii’ ไม่มีศาลเจ้าตั้งอยู่ด้านในนะคะ เสาโทริอิต้นนี้ก็เลยไม่เหมือนกับเสาโทริอิต้นอื่นๆ

เสาสีแดงต้นนี้มีความสูง 18 ฟุต ตั้งอยู่บริเวณเนินทรายของ Bentenjima หรือเรียกกันง่ายๆแบบไทยๆก็คือเกาะเบ็นเท็น โดยเสาโทริอิ Bentenjima Torii นี้ตั้งอยู่ในทะเลสาบฮามานาโกะมาตั้งแต่ปี 1968 ค่ะ

การชมเสาโทริอิ Bentenjima Torii สามารถทำได้ 2 วิธี ดังนี้

  1. นั่งเรือเพื่อไปชมเสาโทริอิแบบระยะประชิด แต่จะมีบริการเรือเฉพาะในช่วงเดือนเมษายน – สิงหาคมเท่านั้น (ค่าเรือ 1,000 เยน)
  2. ชมเสาโทริอิจากฝั่ง วิธีนี้ก็จะเหมือนที่เรามาชมกันนี่ล่ะค่ะ  นั่งชิลล์ๆริมชายฝั่ง ดูน้ำดูฟ้า ดูผู้คนไปเรื่อยๆ ปิดท้ายด้วยรอชมพระอาทิตย์ตก นั่งทำตัวเป็นนางเอกเอ็มวีมุมนี้ก็สวยดีเหมือนกันนะคะ ฮ่าๆ
การเดินทาง

นั่งรถไฟไปลงที่สถานี Bentenjima แล้วเดินต่อ 250 เมตร

แผนที่ Google Map

https://goo.gl/maps/wq4xaDpYYFGRp5NB9

กลับไปที่สารบัญ

2.7 แวะชมพิพิธภัณฑ์ Suzuki Museum ต้นกำเนิดรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ในญี่ปุ่น

ฮามามัตสึถือเป็นเมืองต้นกำเนิดรถยนต์ของญี่ปุ่น วันนี้พวกเราได้มีโอกาสไปชมพิพิธภัณฑ์ของ Suzuki ซึ่งเป็นที่ที่รวบรวมรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ที่ผลิตออกมาตั้งแต่ยุคอดีตจนถึงปัจจุบัน มีการแสดงขั้นตอนของการผลิตรถยนต์ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก ดังนั้นถ้ามีโอกาสก็อย่าลืมแวะไปชมกันนะคะ

สามารถชมคลิปได้จากที่นี่ > https://youtu.be/cAkku3Am5oU

Suzuki มีประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 100 ปี บริษัทยานยนต์แห่งนี้ก่อตั้งโดยคุณ Michio Suzuki ในปี 1909 แรกเริ่มเดิมที Suzuki ไม่ได้เริ่มต้นจากการผลิตมอเตอร์ไซค์หรือรถยนต์อย่างที่หลายๆคนเข้าใจ แต่ Suzuki เริ่มต้นธุรกิจจากการทอผ้ามาก่อน โดยมีการผลิตผ้าที่มีลายทั้งแนวตั้งและแนวนอน ซึ่งเป็นแนวคิดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อความต้องการของผู้บริโภคและเพื่อให้สอดคล้องกับการใช้งานจริง เราจึงเห็นได้ว่าภายในพิพิธภัณฑ์มีเครื่องทอผ้าหลากหลายรุ่นวางโชว์เอาไว้ให้ชมด้วยค่ะ

จุดเปลี่ยนของธุรกิจเกิดขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อความต้องการผ้าในตลาดลดน้อยลง ทาง Suzuki ก็ได้เริ่มมองหาตลาดใหม่ นั่นก็คือธุรกิจยานยนต์ Suzuki เริ่มผลิตมอเตอร์ไซค์รุ่นแรกที่หน้าตาคล้ายกับจักรยาน แต่ติดเครื่องที่มากับเครื่องยนต์ 36 ซีซีที่มีชื่อรุ่นว่า Power free มอเตอร์ไซค์รุ่นนี้เปิดตัวในปี 1952 และขายดิบขายดีจนทำให้ต้องผลิตออกมาจำหน่าย 6,000 คันต่อเดือน และนี่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นธุรกิจยานยนต์ของ Suzuki นั่นเอง

ถ้วยรางวัลนี้เป็นของ Rinsaku Yamashita ที่ชนะอันดับ 2 ในการแข่งขัน Mt. Fuji Climbing Race ในวันที่ 8 ก.ค. 1954 เขาได้ใช้มอเตอร์ไซค์รุ่น Colleda Co รุ่น 90 ซีซีในการแข่งขันครั้งนี้ นี่จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของวิวัฒนาการตลาดมอเตอร์ไซค์ของ Suzuki นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

Diamond free DF เป็นมอเตอร์ไซค์ที่สองพี่น้อง Shoji และ Yuji Takahashi ใช้เดินทางรอบโลกเป็นเวลา 2 ปี มีระยะทางการเดินทางทั้งหมด 47,000 กิโลเมตร พวกเขาได้เริ่มออกเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์รุ่นนี้ในวันที่ 1 มีนาคม 1956 โดยเดินทางจากท่าเรือโกเบไปยังกรุงเทพฯและประเทศอื่นๆอีก 32 ประเทศ รวมถึงปารีสในประเทศฝรั่งเศสด้วย ถือว่าเป็นเรื่องที่ว้าวมากๆในยุคนั้น

ภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เราจะได้เห็นมอเตอร์ไซค์หลากหลายรุ่น ซึ่งบางรุ่นก็ไม่คุ้นตา มอเตอร์ไซค์ที่ผลิตในยุคแรกๆจะเล็กและบาง เครื่องยนต์น้อย แต่พอยุคสมัยเปลี่ยนไปก็มีการพัฒนาปรับปรุง จนทำให้มอเตอร์ไซค์มีเครื่องที่ใหญ่ขึ้นหลายร้อยซีซี

สำหรับใครที่ชื่นชอบรถแข่ง ที่นี่ก็มีรถแข่งในยุคก่อนๆให้ได้ชมกันด้วยค่ะ

ทางฝั่งรถยนต์ก็มีด้วยนะคะ ภาพลักษณ์ของรถยนต์ Suzuki ในสมัยก่อนจะเป็นรถยนต์ขนาดเล็ก เป็นที่ชื่นชอบของผู้หญิง แต่ต่อมาก็ได้มีการพัฒนาออกแบบขยายตลาดให้กว้างขึ้น โดยมีทั้งเป็นรถแข่งและรถสำหรับทำกิจกรรม outdoor เช่น Wagon R ที่สามารถใส่อุปกรณ์กีฬา จักรยาน หรืออุปกรณ์กางเต็นท์ไว้ในรถได้ ทำให้กลุ่มผู้ชายหันมาชื่นชอบรถยนต์ Suzuki กันมากขึ้น

รถยนต์ที่ได้รับการกล่าวขานมากที่สุดอีกรุ่นหนึ่งก็คือ Suzuki Swift รถยนต์ขนาดเล็กกะทัดรัดที่มีการผลิตออกมาหลากหลายรุ่น รถยนต์ Suzuki Swift เริ่มผลิตในปี 2000 จากที่ขายภายในญี่ปุ่นช่วงแรก ปัจจุบันรถรุ่นนี้ได้กระจายการขายไปทั่วโลก และโรงงานผลิตก็อยู่ที่เมืองไทยด้วยค่ะ

นอกจากนี้ก็ยังมีบูธที่แนะนำประเทศไทยให้คนญี่ปุ่นได้รู้จัก มีการถามตอบความรู้รอบตัวเกี่ยวกับเมืองไทย คนญี่ปุ่นที่ชื่นชอบเมืองไทยน่าจะชอบโซนนี้กันมากทีเดียว เพราะการตอบคำถามได้ก็คงทำให้รู้สึกภูมิใจว่า ฉันเก่ง! ฉันรู้จักเมืองไทยเป็นอย่างดี สำหรับเราที่เป็นคนไทย พอผ่านไปเห็นก็อดยิ้มไม่ได้และแอบคิดในใจว่า เมืองไทยนี่ล่ะ บ้านฉันเอง! ^^

บริเวณชั้น 2 ของพิพิธภัณฑ์จะมีโซนที่เรียกว่า ‘Enshu Monozukuri’ ซึ่งเมืองฮามามัตสึก็อยู่ในพื้นที่ Enshu ด้วยเช่นกัน พื้นที่ Enshu นี้เป็นโซนที่บอกเล่าถึงต้นกำเนิดของสินค้าชื่อดังระดับโลกหลายๆแบรนด์ รวมถึงสินค้าของประเทศญี่ปุ่นที่สร้างความภาคภูมิใจให้แก่ชาวเมือง ได้แก่ เครื่องดนตรี Yamaha เปียโน Kawai รถยนต์ Toyota รถยนต์ Suzuki และรถยนต์ Honda เรียกได้ว่าเป็นแหล่งรวมเหล่าเทพที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ท้องถิ่นและเมืองฮามามัตสึนั่นเองค่ะ

ส่วนใครที่เป็นแฟนคลับรถ Suzuki Hustler ก็มีให้ชมด้วยนะคะ รถ Suzuki Hustler เป็นรุ่นฮอตฮิตของเหล่าวัยรุ่นสาย outdoor สายเดินป่าตั้งแคมป์ เป็นรุ่นที่กำลังมาแรง มีสีสันสดใส โซนจัดแสดงรถรุ่นนี้จะอยู่บริเวณชั้นล่างของพิพิธภัณฑ์ค่ะ เราได้เข้าไปชมอย่างใกล้ชิดเลยล่ะ นอกจากนี้ เขามีราคาของรถบอกไว้ด้วยนะคะ ราคาจะอยู่ที่คันละ 1,746,000 เยน หรือประมาณ 6 แสนบาทเท่านั้นเอง

การมาเดินที่พิพิธภัณฑ์นี้ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินในงานมอเตอร์โชว์เลยค่ะ เพียงแต่ที่นี่จะให้ความรู้ทางประวัติศาสตร์หรือเรื่องราวที่เราไม่เคยทราบมาก่อนด้วยเท่านั้นเองค่ะ

เวลาทำการ

พิพิธภัณฑ์เปิดให้บริการตั้งแต่ 9.00 – 16.30 น.

ค่าเข้าชม

เข้าชมฟรี (ต้องจองคิวล่วงหน้า)

เว็บไซต์

https://www.suzuki-rekishikan.jp/english/

การเดินทาง

นั่งรถไฟไปลงที่สถานี Takatsuka แล้วเดินต่ออีก 800 เมตรก็จะถึงพิพิธภัณฑ์

แผนที่ Google Map

https://goo.gl/maps/uL69BbqiTiViZmDK7

กลับไปที่สารบัญ

จบกันไปแล้วนะคะสำหรับทริป ‘เที่ยวเมืองฮามามัตสึ’ แบบรวบรัด 2 วัน 1 คืน ไม่น่าเชื่อเลยว่าเมืองเล็กๆแห่งนี้จะแต่อัดแน่นไปด้วยสถานที่ที่น่าสนใจหลากหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นในด้านวัฒนธรรม การเที่ยวชมธรรมชาติ พิพิธภัณฑ์ หรืออาหารเลิศรส

ถ้าไม่ได้มาเยือนฮามามัตสึ เราคงไม่รู้เลยว่าเมืองนี้มีเสน่ห์และน่าสนใจมากขนาดนี้ ดังนั้นถ้าใครมีโอกาสได้มาเที่ยวญี่ปุ่นและอยากสัมผัสกับบรรยากาศของเมืองรองที่ไม่เคยเป็นสองรองใคร เราขอฝาก ‘เมืองฮามามัตสึ’ ไว้ในอ้อมใจด้วยนะคะ แล้วทุกคนจะหลงรักเมืองเล็กๆแห่งนี้อย่างแน่นอน

 

กลับไปด้านบน