fbpx

ชวนอ่าน 10 เรื่องเล่าบ้านญี่ปุ่น ที่มาพร้อมประวัติสุดสะพรึง!

ต.ค. 29, 2026

  • Clip

ชวนอ่าน 10 เรื่องเล่าบ้านญี่ปุ่น ที่มาพร้อมประวัติสุดสะพรึง!

เป็นเรื่องที่ทราบกันดีว่า ขนาดห้องพักหรือบ้านในญี่ปุ่นนั้นมีขนาดเล็กและมีราคาสูง เนื่องจากเป็นประเทศที่มีพื้นที่จำกัด แต่ถ้าหากห้องพักหรือบ้านหลังไหนที่ขนาดย้อนแย้งกับราคา อย่างเลเอาท์ห้องพักหรือบ้านดีมากแต่ราคาดันถูกเกินไปก็มีความเป็นไปว่าที่นั่นอาจจะมีประวัติ เช่น เคยเกิดเหตุฆ่าตัวตาย เสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยว และเคยเกิดเหตุฆาตกรรม เป็นต้น

และในบางครั้งผู้พักอาศัยใหม่อาจจะได้ยินเสียงประหลาด เห็นเงาคน หรือรู้สึกถึงบรรยากาศแปลกๆ ที่ไม่สามารถอธิบายได้ ดังนั้น หากใครที่ขวัญอ่อนหรือกลัวผีมักจะหลีกเลี่ยงสถานที่เหล่านี้ แต่ทว่าก็มีไม่น้อยคนที่ตัดสินใจเข้าอยู่อาศัย เพราะค่าเช่าถูกหรือตั้งอยู่ในทำเลที่สะดวกสบาย

ในครั้งนี้ เราจึงได้รวบรวม 10 เรื่องเล่าบ้านญี่ปุ่น ที่มาพร้อมประวัติสุดสะพรึง! ซึ่งนำมาจากประสบการณ์จริงของนายหน้าอสังหาริมทรัพย์และผู้ที่ทำงานด้านรีโนเวทในประเทศญี่ปุ่นมาให้ขนลุกกัน อย่างไรก็ตาม เรื่องราวในบทความนี้รวบรวมมาจากบทความที่มีการเผยแพร่บนอินเทอร์เน็ต **โปรดอ่านเพื่อความบันเทิงเท่านั้นนะคะ**

1. บ้านที่ผู้จัดการขอไปด้วย?

เรื่องนี้เป็นเรื่องจากประสบการณ์ของคุณ A ระหว่างทำงานพาร์ทไทม์ถ่ายภาพให้บริษัทอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่ง โดยเขาเล่าว่า ตอนที่กำลังจะไปถ่ายภาพบ้านเดี่ยวแห่งหนึ่งในเมืองชิกาซากิ จังหวัดคานากาวะ จู่ๆ ผู้จัดการที่ชื่อว่า คุณทาคาฮาชิ ก็ขอไปที่บ้านหลังนั้นด้วย ทั้งที่ปกติเขาจะให้แค่กุญแจบ้านมาเท่านั้น

หลังจากไปถึง ภายนอกบ้านดูสะอาดเรียบร้อยดี แต่ภายในกลับต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง วอลเปเปอร์ฉีกขาด เศษจานแตกกระจัดกระจายตามพื้น และมี ‘บุตสึดัน’ แท่นบูชาพระพุทธรูปญี่ปุ่นถูกทิ้งเอาไว้ พอมองดูสภาพโดยรวมแล้วก็คิดว่าที่นี่น่าจะมีเหตุการณ์ทะเลาะกันเกิดขึ้น

เมื่อเดินขึ้นไปที่ชั้น 2 ก็พบว่ามีแค่ห้องนอนเท่านั้นที่ข้าวของถูกจัดไว้อย่างเรียบร้อย ซึ่งมันดูขัดกับสภาพด้านล่างมากจนชวนทำให้คุณ A รู้สึกกล้าๆกลัวๆขึ้นมา จากนั้นเขาก็ตั้งใจทำงานให้เสร็จและรีบลงมาข้างล่าง แต่ในขณะที่ผ่านทางเดินอยู่นั้น จู่ๆ เขาก็เหมือนเห็นหญิงชรายืนอยู่ด้านหลังคุณทาคาฮาชิลางๆ แต่ตอนนั้นคิดว่าน่าจะตาฝาดเลยไม่ได้พูดอะไรออกไป  

และในคืนนั้นเอง จู่ๆ ก็มีสายโทรศัพท์ที่ไม่แสดงหมายเลขโทรเข้ามา แต่คุณ A ไม่ได้รับสาย พอเช้าวันรุ่งขึ้น คุณ A ก็ไปทำงานปกติ และก็พบว่าคุณทาคาฮาชิได้เกิดอุบัติเหตุและเข้ารักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล

ตอนที่เขาไปเยี่ยม คุณทาคาฮาชิเล่าว่า เขาเองก็ได้รับสายโทรศัพท์ที่ไม่แสดงหมายเลขเช่นกัน ซึ่งตอนที่กำลังรับสาย เขาเผลอเดินข้ามไฟแดงจนถูกรถจักรยานยนต์ชน จากนั้นคุณทาคาฮาชิก็เล่าประวัติบ้านหลังนั้นให้ฟัง

ว่ากันว่าภรรยาที่เคยอาศัยอยู่ที่นั่นถูกสามีทิ้งแล้วก็เสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยว สภาพข้าวของที่อยู่ชั้นล่างไม่เคยถูกแตะต้องเลยหลังจากเธอเสียชีวิต บางทีสภาพบ้านที่ดูรกและทรุดโทรมก็อาจจะสะท้อนสภาพจิตใจของเธอในช่วงสุดท้ายก็เป็นได้

ในวันนั้นที่คุณทาคาฮาชิขอตามไปด้วย เพราะพนักงานหลายคนมักพูดว่ามักเห็นวิญญาณของหญิงในบ้านหลังนี้อยู่บ่อยๆนั่นเอง และในเวลาต่อมา บ้านหลังนี้ก็ถูกรีโนเวทและนำกลับมาขายใหม่ แต่ก็ยังไม่มีผู้เช่าหรือผู้ซื้อเลยจนถึงทุกวันนี้

[เกร็ดความรู้]

ในประเทศญี่ปุ่นบ้านดังกล่าวไม่จัดว่าเป็นบ้านที่มีประวัติ และไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ผู้เช่าหรือผู้ซื้อทราบตามกฎหมาย เนื่องจากถูกจัดประเภทเป็นการเสียชีวิตจากโรคภัยหรือการเสียชีวิตตามธรรมชาติ ตามแนวทางของกระทรวง Ministry of Land, Infrastructure, Transport and Tourism ของญี่ปุ่นที่ได้มีการระบุไว้ว่า “ในกรณีที่เสียชีวิตตามธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบ”

2. “ฉันมันบ้าไปแล้ว” ข้อความที่ถูกเขียนทิ้งไว้บนกำแพง

ชาวเน็ตญี่ปุ่นคนหนึ่งได้เล่าว่า สมัยทำงานอยู่บริษัทอสังหาริมทรัพย์ มีห้องพักห้องหนึ่งในคอนโดมิเนียมมีประวัติเป็นห้องที่ผู้อยู่อาศัยจบชีวิตตัวเองและถูกปล่อยทิ้งไว้นานหลายปี ผ้าปูเตียง อ่างอาบน้ำยังคงมีร่องรอยที่ชวนให้รู้สึกสะเทือนใจอยู่ เรียกได้ว่าข้าวของภายในห้องยังเหลือครบทุกอย่างยกเว้นร่างของผู้เสียชีวิต และบนผนังห้องยังมีข้อความเขียนไว้ว่า “ฉันมันบ้าไปแล้ว” ด้วย

ต่อมาห้องนี้ถูกนำมารีโนเวทเพื่อขายต่อ ซึ่งเขามีหน้าที่ดูแลทำความสะอาดและรีโนเวท ซึ่งในระหว่างที่ยืนถ่ายรูปเพื่อตรวจสอบสภาพห้องอยู่นั้น จู่ๆหลอดไฟในห้องที่พบร่างของผู้ตายก็เริ่มกะพริบขึ้นมาอย่างกะทันหัน มันทำให้เขาตกใจมาก แต่ก็พยายามบอกตัวเองว่า คงเป็นเพราะหลอดไฟใกล้หมดอายุการใช้งานล่ะมั้ง แต่วันต่อมา ขณะที่ผู้รับเหมามาเก็บกวาดก็เจอเหตุการณ์ไฟกระพริบในห้องเหมือนกันจนพวกเขาทนไม่ไหวและรีบหนีออกจากห้องไป สุดท้ายพอช่างไฟมาตรวจก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ และเพื่อความสบายใจเขาจึงได้เชิญพระมาทำพิธีปัดเป่าด้วย

หลังจากนั้น เหตุการณ์หลอดไฟกะพริบก็ไม่เกิดขึ้นอีก ห้องถูกปรับปรุงจนดูสะอาดเรียบร้อย ตอนที่ปล่อยเช่าก็มีการอธิบายเรื่องประวัติการเสียชีวิตในห้องให้ผู้ซื้อทราบอย่างชัดเจน แต่ด้วยความที่ผู้ซื้อเป็นคนที่ไม่เชื่อเรื่องผี การโอนกรรมสิทธิ์จึงดำเนินไปอย่างราบรื่น แม้จะไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์ประหลาดนี้แต่ท้ายที่สุดการขายบ้านที่มีประวัติก็เสร็จสิ้นลงโดยไม่มีปัญหาใด

[เกร็ดความรู้ เกี่ยวกับหน้าที่ในการแจ้งข้อมูล]

ในกรณีที่ทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ไม่มีการกำหนดระยะเวลาจำกัดของหน้าที่ในการแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับประวัติของบ้าน แต่ในกรณีสัญญาเช่า แม้ว่าผู้เช่าจะเปลี่ยนไปกี่รายก็ตาม หากยังไม่พ้นระยะเวลา 3 ปี จำเป็นต้องแจ้งประวัติบ้านให้ผู้เช่ารู้

3. อ่างอาบน้ำสีแดง

เรื่องนี้เล่ามาจากประสบการณ์ของคนญี่ปุ่นคนหนึ่ง ในช่วงที่เขาเพิ่งเข้าทำงานบริษัทในฝันและเริ่มต้นใช้ชีวิตคนเดียว เขาเลือกที่พักใหม่อย่างพิถีพิถัน ทั้งผังห้อง ทำเล และความสะดวกสบาย แต่ภายหลังมารู้ว่าที่นี่ “มีประวัติ”

นายหน้าอสังหาริมทรัพย์แจ้งว่า ผู้หญิงที่เคยอาศัยอยู่ก่อนหน้าได้เสียชีวิตอยู่ในห้องนี้ พอเขาได้ยินแบบนั้นก็ยอมรับว่าค่อนข้างกลัวมาก แต่ด้วยค่าเช่าที่ถูกและเงื่อนไขห้องที่น่าสนใจ เขาจึงปลอบใจตัวเองว่า “คงไม่เป็นไรหรอก” แล้วตัดสินใจเซ็นสัญญาเช่าห้องไปอย่างไม่คิดมาก

หลังจากเริ่มทำงาน ชีวิตพนักงานใหม่เต็มไปด้วยสิ่งที่ต้องเรียนรู้ ต้องทำงานล่วงเวลาแทบทุกวัน แม้ตอนกลับถึงบ้านซึ่งมันควรเป็นสถานที่พักผ่อน แต่เขากลับได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้สะอื้นดังมาจากห้องน้ำทุกคืน แต่ถึงอย่างนั้น ความเหนื่อยล้าก็มีอำนาจเหนือความกลัว เขาเริ่มชินและฝืนใจเข้าไปแช่อ้างอาบน้ำทั้งที่ยังคงได้ยินเสียงนั้นอยู่

และมีอยู่คืนหนึ่ง ขณะที่เขากำลังอาบน้ำอยู่ จู่ๆสีน้ำในอ่างค่อยๆเปลี่ยนสีกลายเป็นสีแดง ความเย็นวาบแล่นไปทั่วร่าง เขาเลยหันกลับไปมองอีกครั้งก็พบว่าน้ำมันยังใสเหมือนเดิม

ในช่วงเวลานั้น ระหว่างความเหนื่อยล้าจากโลกความจริงกับความหวาดกลัวจากสิ่งเหนือธรรมชาติที่ปะทะกันอยู่ภายในใจ ทำให้เขาเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า “เรามีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไรกัน…หรือว่าเราเองก็ควรจะหายไปเหมือนกันนะ?”

4. หญิงชรากับตุ๊กตาในลิฟต์

เรื่องเล่าของช่วงบ่ายในฤดูร้อนเมื่อหลายปีก่อน มีชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งเดินทางไปดูห้องในคอนโดเก่าที่มีอายุเกิน 40 ปี ด้วยความที่เป็นคอนโดแบบขายขาด บางห้องได้รับการรีโนเวทใหม่และมีพื้นที่กว้าง ค่าเช่าราคาถูกเมื่อเทียบกับขนาด

ลักษณะของห้องจะหันไปทางทิศใต้ แสงแดดส่องถึงได้ดี ถือเป็นห้องที่ได้รับยอดนิยมมาก ซึ่งในความเป็นจริง คอนโดแห่งนี้เคยเกิดเหตุคนกระโดดลงมาจากทางเดินส่วนกลางของอาคาร ตอนนั้นก็คิดแค่ว่าไม่เป็นไรหรอกเพราะมันไม่ได้เกิดขึ้นในห้อง

หลังจากที่เจ้าหน้าที่พาชมห้องเสร็จ เขาก็เข้าลิฟต์เพื่อลงไปชั้น 1 แต่ในระหว่างที่มาถึงชั้น 7 ประตูลิฟต์ก็เปิดออก และมีหญิงชรากำลังอุ้มเด็กทารกอยู่

เขาเลยเอ่ยปากพูดไปว่า “เชิญครับ” จากนั้นหญิงชราก็ดูลังเลเล็กน้อยก่อนจะตอบว่า “ได้เหรอจ๊ะ?”

จากนั้นเธอก็ก้าวเข้ามาภายในลิฟต์พร้อมกับทำท่ากล่อมเด็กในอ้อมแขน แต่ตอนที่เธอเดินผ่านเขาไป มันกลายเป็นภาพที่เห็นทำให้เขาถึงกับตัวแข็ง เพราะสิ่งที่อยู่ในอ้อมแขนของหญิงชราไม่ใช่ทารก แต่เป็นตุ๊กตาเซลลูลอยด์เก่าๆที่ถูกห่อด้วยผ้าขี้ริ้ว ใบหน้าที่ไร้อารมณ์ของตุ๊กตาที่อยู่ในผ้าผืนเก่าซอมซ่อทำให้เขาขนลุกไปทั้งแผ่นหลัง

เมื่อลิฟต์เริ่มเคลื่อนตัว จู่ๆก็มีเสียงเด็กพูดขึ้นมาว่า “ลูบหัวหนูหน่อยสิ!”

หญิงชราตอบว่า “ได้จ้ะๆ”

จากนั้นเสียงเด็กก็พูดดังขึ้นอีกว่า “อุ้มสูงอีกหน่อย”

ตอนนั้นคิดว่าทั้งที่ควรจะเป็นแค่ตุ๊กตาแท้ๆ แต่ทำไมถึงมีเสียงพูดออกมาล่ะ แต่แล้วเขาก็ทำได้แค่ปลอบใจตัวเองด้วยเหตุผลว่า อาจเป็นไปได้ว่าตุ๊กตามีระบบเสียงในตัว แต่ท่าทางกล่อมเด็กของหญิงชรามันก็ดูราวกับว่าเป็นเด็กจริงๆ ผสมกับการที่อยู่ในลิฟต์แคบๆแบบนั้นทำให้บรรยากาศชวนขนลุกอย่างบอกไม่ถูก เขาทำได้แต่ภาวนาให้ถึงชั้น 1 เร็วที่สุด ทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออก เขาก็รีบพุ่งตัวออกไป รีบขึ้นจักรยานและปั่นกลับทันที

บางทีสิ่งที่เกิดขึ้นนี้อาจเป็นเพราะภาวะความจำเสื่อมของหญิงชราก็ได้ แต่การเข้าไปอยู่ในลิฟต์ของอาคารที่มีประวัติอุบัติเหตุแบบนั้น พร้อมกับหญิงชราที่อุ้มตุ๊กตาที่ห่อด้วยผ้าเก่าๆ แถมมีเสียงเด็กดังออกมาอีก พอย้อนกลับมาคิดก็ยังรู้สึกกลัวแบบเสียวสันหลังวาบอยู่ดี

[เกร็ดความรู้ เกี่ยวกับตุ๊กตาเซลลูลอยด์]

ตุ๊กตาเซลลูลอยด์ถูกผลิตจนถึงช่วงต้นยุคโชวะ หลังสงครามโลกครั้งที่สอง หลังจากนั้นตุ๊กตาไวนิลกลายเป็นที่นิยมแทน และในความเป็นจริง ตุ๊กตาเซลลูลอยด์ไม่มีการติดตั้งระบบเสียงแต่อย่างใด

5. กุญแจห้องน้ำที่ล็อกเอง

นี่คือเรื่องเล่าจากประสบการณ์ชวนขนลุกของคุณ C โดยเขาล่าว่า เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน เขาต้องย้ายไปทำงานต่างพื้นที่อย่างกะทันหัน เขาจึงค้นหาที่พักจากเว็บไซต์อสังหาริมทรัพย์และถูกใจอยู่ 2 ห้อง วันต่อมาเขาจึงเดินทางไปที่บริษัทนายหน้า พร้อมสอบถามข้อมูลดูก็พบว่า ห้องพักที่เขาถูกใจดันเป็นห้องที่มีประวัติหมดเลย

เขาใช้เวลาพิจารณามันอยู่นาน ด้วยค่าเช่าห้องที่เหมาะสม ระยะทางจากสถานีรถไฟ และผังห้องที่ตรงใจ สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจเลือกห้องแรกและเริ่มขนของย้ายห้องพัก

จนอยู่มาวันหนึ่ง เขาจะเข้าห้องน้ำแต่กลับพบว่าประตูมันถูกล็อกอยู่ ทั้งๆที่ไม่มีใครอยู่ข้างใน เขาเลยใช้เหรียญ 10 เยน ที่อยู่ในกระเป๋าลองไขดู ปรากฏว่ามันไขได้ และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเขาจึงพกเหรียญ 10 เยน ติดตัวตลอดจนกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน แม้จะรู้สึกไม่สะดวกกับประตูห้องน้ำที่มักจะล็อกเองอยู่เสมอ แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็เริ่มชิน

จนกระทั่งวันหนึ่ง ขณะที่กำลังนอนเล่นอยู่บนชั้นลอย เขาก็สังเกตเห็นใบปลิวโฆษณาเครื่องสำอางถูกหย่อนเข้ามาทางช่องรับจดหมายที่ประตู ซึ่งดูจากใบปลิวแล้วผู้เช่าคนก่อนน่าจะเป็นผู้หญิง

ทันใดนั้นเอง เขาก็ได้ยินเสียงประตูห้องนั่งเล่นเปิดออก และได้ยินเหมือนอะไรบางอย่างกำลังคืบคลานเข้ามา เสียงนั่นเริ่มไต่บันไดขึ้นมาบนชั้นลอยที่เขานอนอยู่ เขาเลยใช้ความกล้าทั้งหมดหันไปมองที่บันได ปรากฏว่าไม่เจอสิ่งผิดปกติอะไรเลย และไม่กี่วันต่อมา ระหว่างที่เขาคุยโทรศัพท์เรื่องงานกับรุ่นน้องในห้องพักอยู่นั้น รุ่นน้องกลับพูดเรื่องแปลกๆออกมาว่า…

“เปิดทีวีอยู่หรือเปล่าครับ?”

“เมื่อกี้นี้มีใครพูดพึมพำอยู่ตลอดเลยครับ”

“พูดอะไรนะครับ?! มีเสียงหัวเราะอยู่ข้างๆโทรศัพท์ ดูเหมือนจะเป็นเสียงของผู้หญิงนะ”

หลังจากเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น คุณ C จึงหาที่พักใหม่และตัดสินใจย้ายออกทันที

อย่างที่กล่าวไป ในบรรดาเรื่องเล่าของบ้านที่มีประวัติทั้งหมด เรื่องราวนี้อาจเป็นเหตุการณ์ที่ไม่น่าเผชิญหน้ามากที่สุด โดยเฉพาะเสียงหัวเราะของผู้หญิงที่ได้ยินผ่านโทรศัพท์นั้นชวนรู้สึกขนลุกจนยากจะลืมเลือนเลยทีเดียวค่ะ

6. “กลิ่นข้าวปั้น” ที่มีแค่เด็กเท่านั้นที่ได้กลิ่น

เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าจากคุณทาคากิ เธอเป็นแม่บ้านเต็มเวลาและกำลังมองหาบ้านเพื่อย้ายเข้ามาอยู่ในเขตตัวเมือง เธอได้เข้าไปดูบ้านหลังหนึ่งในย่านที่เงียบสงบ แต่เป็นบ้านที่มีประวัติตามที่ทางนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ได้แจ้งไว้

ภายนอกและภายในบ้านดูสะอาดเรียบร้อยดี เหมือนเป็นบ้านธรรมดาทั่วไป ลูกชายของเธอวิ่งเล่นอย่างตื่นเต้น ส่วนเธอก็เดินสำรวจห้องต่างๆ จนครบ จากนั้นลูกชายของเธอก็พูดขึ้นว่า “บ้านนี้มีกลิ่นข้าวปั้น” แต่ทั้งคุณทาคากิและนายหน้ากลับไม่ได้กลิ่นอะไรเลย เธอจึงคิดว่าลูกอาจจะแค่หิว เลยไม่ได้ใส่ใจคำพูดนั้นมาก

ต่อมา นายหน้าได้พาคุณทาคากิขึ้นไปเยี่ยมชมห้องบนชั้น 2 เป็นห้องเสื่อทาทามิ แต่ทันทีที่เธอก้าวเท้าเข้าไปในห้องนั้น เธอสัมผัสได้ทันทีว่านี่คือจุดที่ผู้อยู่อาศัยคนก่อนเสียชีวิต นายก็ไม่ได้พูดอะไร แต่เธอกลับรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่ามันคือห้องนี้แหละจนนายหน้าเองยังพูดด้วยความประหลาดใจว่า “คุณรู้ได้ยังไงครับเนี่ย”

และพอเธอเดินไปบันไดที่เชื่อมไปยังห้องใต้หลังคา ความหวาดกลัวก็เริ่มถาโถมเข้ามาจนแทบอยากจะหยุดหายใจ ความร้อนอับจากพื้นที่ปิดและความเงียบงันที่กดดัน เธอรู้สึกราวกับมีบางสิ่งยืนอยู่ด้านหลัง สุดท้ายเธอทนไม่ไหวจึงรีบลงบันได พร้อมเอ่ยคำพูดปฏิเสธเพียงสั้นๆว่า เธอจะเลือกบ้านหลังอื่นแทน

แต่จนถึงตอนนี้ ลูกชายของเธอยังพูดอยู่เสมอว่า “แม่ เราไปบ้านกลิ่นข้าวปั้นอีกไหม! หนูอยากเจอพี่คนนั้นอีก!”

จากนั้นเธอก็ตอบด้วยความงุนงงว่า “พี่คนนั้นที่ลูกหมายถึง… คือพี่นายหน้าใช่ไหม?”

7. อาการผีอำที่เกิดขึ้นต่อเนื่องทุกคืน

นี่คือเรื่องเล่าประสบการณ์เหนือธรรมชาติของหัวหน้างานชื่อว่าคุณ D ที่เคยเกิดขึ้นในอพาร์ตเมนต์เก่าแห่งหนึ่งในเมืองเซ็นได จังหวัดมิยากิ โดยเขาเล่าว่า หลังจากย้ายเข้าไปอยู่ได้ไม่นาน คุณ D ต้องเผชิญกับอาการผีอำทุกคืน ทั้งที่ปกติเขาจะนอนตะแคง แต่ร่างกายกลับถูกบังคับให้นอนหงายทุกคืน

และอยู่มาคืนหนึ่ง เขาตัดสินใจฝืนความกลัว ค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ และพบกับสิ่งที่ทำเอาหัวใจเขาแทบหยุดเต้นนั่นก็คือ ขบวนซามูไรพ่ายศึกที่มีเลือดหยดไหลกำลังเดินลากเท้าผ่านกลางห้องของเขา พวกซามูไรเดินเรียงแถวตัดผ่านห้องไปจนกระทั่งร่างสุดท้ายค่อยๆ หายเข้าไปในผนัง และในวินาทีนั้นเองอาการผีอำที่เขาเจอก็เริ่มคลายลง

คุณ D ต้องทนกับการอดนอนแบบนี้ติดต่อกันหลายวัน จนเขาตัดสินใจไปปรึกษารุ่นพี่ และได้คำแนะนำจากรุ่นพี่ว่าให้ตะโกนในใจต่อต้านไปว่า “ฉันไม่แพ้หรอก!”

แต่ถึงอย่างนั้น วิธีต่อต้านนี้กลับเหมือนยิ่งทำให้วิญญาณโกรธมากขึ้น สุดท้ายคุณ D จึงตัดสินใจย้ายออกไปหาห้องใหม่ ซึ่งก่อนย้ายออก เขาได้เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้เจ้าของอาคารฟัง เจ้าของทำท่าตกใจและพูดตะกุกตะกักว่า “เอ๊ะ…อ๋อ…เหรอครับ ผมไม่เคยได้ยินเรื่องแบบนั้นมาก่อนเลยนะครับ!”

ต่อมาก็พบว่าบริเวณที่ตั้งอพาร์ตเมนต์แห่งนั้นเคยเป็นลานประหารนักโทษในอดีต ปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นลานกว้าง และยังมีเหตุการณ์แปลกประหลาดคือ เด็กๆ มักจะเลี่ยงไม่เข้าไปเล่นในมุมๆหนึ่งของลานนั้นเสมอ

[เกร็ดความรู้ บ้านมีประวัติทางความรู้สึกที่ไม่ต้องชี้แจงตามกฎหมาย]

สำหรับผู้เช่าแล้ว เรื่องราวเกี่ยวกับประวัติของที่ดินดังกล่าวเป็นสิ่งที่ทางเจ้าของจะต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า แต่ในทางกฎหมายไม่ได้มีข้อบังคับให้ต้องชี้แจงเรื่อง “ประวัติของที่ดินในอดีต” ดังนั้น แม้ผู้เช่าจะอยากทราบเรื่องราวต่างๆ แต่คำตอบของเจ้าของอาคารในเรื่องนี้ แม้จะทำให้รู้สึกไม่ดีต่อจิตใจของผู้เช่า แต่ในทางกฎหมายแล้ว ถือว่าเจ้าของอาคารไม่ได้กระทำผิดแต่อย่างใด

8. หอพักที่ถูกเรียกว่า “ห้องมีเงื่อนไข”

นี่เป็นเรื่องเล่าจากประสบการณ์ของคุณ E ซึ่งเคยพักอยู่ในหอพักหญิงของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเมือง S จังหวัดชิซูโอกะ

โดยเธอเล่าว่า สมัยที่เธอยังเป็นนักศึกษา คุณ E อาศัยอยู่ในหอพักหญิงเก่าที่มีอายุกว่า 30 ปี แต่เนื่องจากห้องเดิมมีปัญหาน้ำรั่ว เธอจึงขอย้ายไปอยู่ห้องอื่นแทน คุณป้าผู้ดูแลหอจึงแนะนำให้เธอแชร์ห้องกับเพื่อนคนใดคนหนึ่ง แต่คุณ E แย้งว่าห้องแต่ละห้องเล็กมาก จะให้นอน 2 คนได้ยังไง

พอคุณป้าได้ยินแบบนั้นจึงยอมอนุญาตให้เธอย้ายไปใช้ห้องเก็บของด้านในสุดของชั้น 1 แต่มีเงื่อนไขเพียงข้อเดียวคือ “ห้ามใช้ตู้เสื้อผ้า” เหตุผลที่ป้าบอกมาคือ ราวแขวนเสื้อผ้าในตู้เสีย มันใช้งานไม่ได้แล้ว

ต่อมาในคืนแรกหลังย้ายเข้าไปอยู่ พอถึงเวลาประมาณตี 2 เธอได้ยินเสียงพูดคุย และเสียงก๊อกๆ เหมือนมีใครเคาะแผ่นไม้ดังมาจากห้องข้างๆ ทั้งที่ห้องนั้นไม่มีใครอาศัยอยู่ แต่แล้วเธอก็คิดแค่ว่ามันคงดังมาจากห้องอื่น

คืนถัดมา เวลาเดิมตอนตี 2 เสียงพูดและเสียงเคาะก็ดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้เธอแน่ใจว่าเสียงนั้นมันดังมาจาก “ตู้เสื้อผ้า” ด้วยความกลัว เธอจึงค่อยๆ เปิดประตูเสื้อออก ในเสี้ยววินาทีที่ประตูแง้มออกนั่นเอง เธอเห็นภาพผู้หญิงคนหนึ่งแขวนคออยู่ เธอกรีดร้องดังมาก นักศึกษาคนอื่นๆรีบวิ่งมาดู แต่พอทุกคนมาถึง ผู้หญิงในตู้ก็หายไป เจอแต่ตู้เสื้อผ้าที่ว่างเปล่า

ภายหลังมา คุณป้าผู้ดูแลหอจึงยอมเล่าให้ฟังว่า เมื่อ 10 ปีก่อนมีนักศึกษาคนหนึ่งผูกคอและเสียชีวิตในตู้เสื้อผ้านั้น ราวเสื้อผ้าก็เริ่มพังตั้งแต่ตอนนั้นนั่นเอง

[เกร็ดความรู้]

แม้ว่ากรณีนี้จะเกี่ยวข้องกับหอพัก แต่ก็ยังมีสิ่งที่เรียกว่า “บ้านมีประวัติแบบมีเงื่อนไข” ในตลาดเช่าทั่วไปด้วยเช่นกัน โดยส่วนมากจะหมายถึงห้องที่ไม่มีตำหนิทางกายภาพชัดเจน แต่มี “ตำหนิทางจิตใจ” (Psychological Stigma) สำหรับผู้เช่า เช่น เคยเกิดเหตุฆาตกรรมหรือการฆ่าตัวตายมาก่อน เป็นต้น

9. “ชั้นต้องห้าม” ของหอพยาบาล

นี่คือประสบการณ์ของคุณ F ซึ่งเคยทำงานที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมือง H จังหวัดไอจิ และเคยเข้าพักในหอพักพยาบาลที่ตั้งอยู่ภายในบริเวณเดียวกับโรงพยาบาล

โดยเธอเล่าว่า หอพักพยาบาลแห่งนี้ “ชั้น 3” ถือเป็นชั้นต้องห้าม และห้ามเข้าเด็ดขาด โดยไม่มีการชี้แจงเหตุผลอย่างชัดเจน แต่ในหมู่ผู้อยู่อาศัยต่างก็ลือว่า “อาจจะเคยเกิดอุบัติเหตุ” หรือ “มีผีสิง”

ต่อมาคุณ F ที่มีอายุ 20 ต้นๆ ก็จำเป็นต้องย้ายเข้าไปอยู่ในหอพักพยาบาลซึ่งมีทั้งหมด 4 ชั้น และเธอได้ห้องอยู่ชั้น 2 ส่วนชั้น 3 ที่ถูกเรียกว่า ชั้นต้องห้าม ก็ถูกปิดตายและไม่ได้ใช้งานเลย

หลังจากย้ายเข้าพักได้ไม่นาน เธอก็เริ่มฝันประหลาดซ้ำๆ เช่น ฝันว่าเห็นครึ่งท่อนบนหรือไม่ก็ครึ่งท่อนล่างของคนลอยผ่านไปมาต่อหน้าต่อตา นอกจากนี้ ในช่วงกลางดึกเธอมักจะได้ยินเสียง “ตุบ!” ดังมาจากผนังห้องข้างๆ และที่น่าขนลุกคือ เพื่อนคนอื่นๆ ในหอก็เจอประสบการณ์คล้ายกัน

อยู่มาวันหนึ่ง มีเสียงดัง “เพล้ง!” คล้ายของหนักตกแตกดังมาจากชั้นบน พอคุณ F กำลังจะออกไปดู เพื่อนก็รีบห้ามเธอเอาไว้ เพราะเสียงนั้นดังมาจาก “ชั้น 3” ซึ่งเป็นชั้นที่ไม่มีใครอยู่

เพื่อนของเธอเล่าว่า มีหลายคนเคยเห็นพยาบาลที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์สวมชุดนอนสีแดงยืนอยู่ตรงนั้นบ่อยๆ ด้วยเหตุนี้ทางโรงพยาบาลจึงสั่งปิดชั้น 3 ไว้

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเรื่อง “ชุดนอนสีแดง” เป็นเรื่องที่ถูกเล่าต่อๆกันมาเท่านั้น ว่ากันว่าแท้จริงแล้ว เธอไม่ได้สวมชุดนอนสีแดง แต่มันคือชุดที่เปื้อนเลือดนั่นเอง

10. คนที่ไม่เชื่อเรื่องผี…แต่ต้องมาเชื่อเพราะเจอบ้านมีประวัติ 

เรื่องราวนี้เป็นเรื่องของคุณ G ที่เคยอาศัยอยู่ในบ้านที่มีประวัติอยู่หลายครั้งแล้ว เหตุผลง่ายๆเลยก็คือ ห้องได้ผ่านการรีโนเวทมาแล้ว ดูสะอาด กว้างขวาง ค่าเช่าถูก แถมผังห้องก็ดี

โดยคุณ G เล่าว่า เขาไม่เคยเชื่อเรื่องปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ แต่ตอนที่อาศัยก็เจอเรื่องประหลาดอยู่บ้าง เช่น เสียงเอี๊ยดอ๊าดและเสียงประตูเปิดปิดเอง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็คิดว่ามันเป็นเพราะตัวอาคารมันเก่าและโครงสร้างไม่ดี จึงทำให้ไม่รู้สึกกลัวอะไรเป็นพิเศษ แต่แมนชันที่อาศัยอยู่ในปัจจุบันกลับต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

ในกลางดึกวันหนึ่ง เขาได้ยินเสียงเหมือนคนสับไพ่นกกระจอกดังมาจากห้องข้างๆ ต่อให้ใส่หูฟังแล้วแต่เสียงก็ยังแทรกเข้ามาอยู่ดี แต่ทันใดนั้นเองก็มีเสียงเพลงที่ไม่รู้จักดังขึ้น เขาจึงเดินไปกดอินเตอร์โฟนดูก็พบชายแปลกหน้ายืนอยู่หน้าประตู

จากนั้นในอีกคืน ขณะที่เขากำลังขึ้นลิฟต์กับเพื่อน จู่ๆ ลิฟต์เกิดหยุดกะทันหัน พอเขากดอินเตอร์โฟนสอบถาม เจ้าหน้าที่ก็ตอบมาว่า “จากภาพวงจรปิด ผมเห็นอยู่กัน 3 คนนะครับ” แต่ในความเป็นจริงมีแค่คุณ G และเพื่อนเพียง 2 คนเท่านั้น และทันใดนั้นเองไฟในลิฟต์ก็ดับวูบ และในความมืดระยะเวลาสั้นๆนั้น เขามองเห็นผู้ชายแปลกหน้านั่งกอดเข่าอยู่ที่มุมลิฟต์ และกำลังจ้องมองมาที่พวกเขา จากนั้นไฟก็ติดขึ้นอีกครั้ง ลิฟต์ก็เริ่มเคลื่อนตัวตามปกติ

พอมาถึงที่หมาย พวกเขาก็รีบวิ่งออกมาจากลิฟต์ด้วยความตกใจ และมั่นใจว่าเพื่อนก็เห็นสิ่งเดียวกัน พวกเขาทั้งคู่ตัวสั่น แต่ความสยองยังไม่จบเพียงเท่านี้ เมื่อกลับถึงหน้าห้อง เขาเห็นชายคนนั้นยืนอยู่ด้านหน้าห้องข้างๆ แล้วชายคนนั้นก็เดินทะลุประตูเข้าไป ในคืนนั้นเขาแทบสิ้นหวัง แต่ยังโชคดีที่เพื่อนบ้านที่ห่างออกไป 3 ห้องออกมาช่วย และพาพวกเขาเข้าไปอยู่ในห้องของเขาในคืนนั้น และก็ได้รู้ความจริงอันน่าตกใจ…

โดยเพื่อนบ้าเล่าว่า เมื่อไม่กี่เดือนก่อน ห้องข้างๆ เกิดคดีฆาตกรรมจากปัญหาเสียงดังระหว่างเพื่อนบ้าน เสียงดังในยามดึก และชายปริศนาในลิฟต์ อาจเป็นเพียง “ร่องรอยของวิญญาณ” ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ เพราะเหตุการณ์นี้มีพยานพร้อมกัน 2 คน เขาจึงเชื่อว่านี่ไม่ใช่ความฝัน และอาจเป็นหลักฐานว่า หลังเสียชีวิต วิญญาณยังคงมีอยู่จริง

สำหรับบ้านที่มีประวัติมักจะตั้งอยู่ใกล้สถานี ห้องมีขนาดกว้าง และค่าเช่าถูกกว่าราคาตลาด จึงมีคนจำนวนไม่น้อยที่เลือกอยู่เพราะความคุ้มค่าเหล่านี้ แต่เมื่อได้เผชิญประสบการณ์เช่นนี้แล้ว ก็คงมีไม่กี่คนที่จะกล้าเช่าบ้านมีประวัติอีกต่อไป

ที่มาบทความ

https://www.pointheart.net/

อ่านบทความน่าสนใจจาก fromJapan 

 

Back To Top


แท็กยอดนิยม


แชร์บทความนี้

Klook.com

Top 5 Articles




อัปเดตเทรนด์ ข่าวสาร หรือกิจกรรมสนุก ๆ
เพิ่มเติมได้ที่เพจ fromJapan !