100 ปีของ MAZDA แบรนด์อินดี้ที่เต็มไปด้วย “ความสำเร็จและความล้มเหลว”
เม.ย. 16, 2026
100 ปีของ MAZDA แบรนด์อินดี้ที่เต็มไปด้วย “ความสำเร็จและความล้มเหลว”
หนึ่งในแบรนด์รถญี่ปุ่นชื่อดัง MAZDA (มาสด้า) ก่อตั้งมาพร้อมกับความสำเร็จและอุปสรรคของ “เครื่องยนต์โรตารี” เทคโนโลยีในฝันของวงการยานยนต์ หลังเจอกับวิกฤติล้มละลายที่ถูกกู้กลับมาด้วยรถรุ่นดัง และการพัฒนามาสู่เครื่องยนต์ “SKYACTIV” ในปัจจุบัน ตลอดประวัติ 100 ปีของ MAZDA เรียกได้ว่ามีทั้งขาขึ้นและขาลง สมกับความเป็นแบรนด์สายอินดี้ที่มีจุดยืนเฉพาะตัวจริงๆ

ที่มารูปภาพ : https://www2.mazda.com/ja/100th/virtual_museum/classics/detail/car_no006.html
MAZDA ถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ.1920 เริ่มจากชื่อบริษัท “Toyo Cork Manufacturning” ก่อนจะเปลี่ยนเป็น “Toyo Manufacturning” และกลายมาเป็น “MAZDA” ในภายหลัง โดยวันที่ 30 มกราคม 2020 คือการครบรอบ 100 ปี และเป็นจุดเริ่มต้นสู่ศตวรรษถัดไป
แต่ 100 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ราบรื่นเสมอไป MAZDA ต้องผ่านทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า รวมถึงเผชิญกับวิกฤติล้มละลายและการถูกควบรวมหลายครั้ง กว่าจะอยู่รอดมาจนถึงวันนี้
MAZDA ไม่ได้เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่เหมือน TOYOTA จึงทำให้ MAZDA เลือกเดินเส้นทางสายอินดี้ ซึ่งเส้นทางนี้เต็มไปด้วยทั้งความท้าทายและความล้มเหลว แต่ก็ทำให้เกิดรถและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย แม้บางครั้งจะแปลกแหวกแนวเกินไปก็ตาม 🤣
จากรถ 3 ล้อสู่ รถยนต์ขนาดเล็ก : ที่มาของชื่อ “MAZDA” และการฟื้นตัวอย่างปาฏิหาริย์
MAZDA เริ่มจากการผลิตรถ 3 ล้อในชื่อแบรนด์ Toyo Manufacturning และก้าวสู่การผลิตรถยนต์ 4 ล้อด้วย “Mazda Carol” รุ่นแรก ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของรถ MAZDA

จากนั้นจึงเริ่มพัฒนารถยนต์และผลิตรถ 3 ล้อ (รถบรรทุก 3 ล้อ) ในปี ค.ศ.1931 หลังจากเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Toyo Manufacturning ได้ 4 ปี
รถ 3 ล้อรุ่นแรกถูกตั้งชื่อว่า “Mazda DA” โดยใช้สกุลของประธานบริษัท “มัตสึดะ จูจิโร่” นอกจากนั้น ชื่อ “MAZDA” ยังได้รับแรงบันดาลใจมาจากเทพ “Ahura Mazda” เทพเจ้าสูงสุด ตัวแทนของปัญญา แสงสว่าง ความดีงาม และความจริงในศาสนาโซโรแอสเตอร์ (Zoroastrianism) ด้วยความตั้งใจที่จะเป็น “แสงสว่างแห่งวงการยานยนต์” นั่นเอง
Toyo Manufacturning เติบโตจนกลายเป็นผู้ผลิตรถ 3 ล้อชั้นนำของญี่ปุ่น แต่ในวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ.1945 ระเบิดปรมาณูถูกทิ้งลงที่จังหวัดฮิโรชิม่าทำให้เมืองทั้งเมืองกลายเป็นซากในพริบตา
แม้จะมีบางส่วนรอดมาได้ แต่โรงงานของบริษัทที่ตั้งอยู่ริมทะเลก็ได้รับความเสียหายหนักเช่นกัน อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้น บริษัทได้เปิดสำนักงานใหญ่ให้ใช้เป็นศาลากลางเมืองเพื่อช่วยฟื้นฟูจังหวัดฮิโรชิม่า และรับงานภาครัฐบางส่วน ส่งผลให้ในช่วงนั้นการผลิตรถ 3 ล้อต้องหยุดชะงักไป
หลังจากสงครามสงบ ก็เริ่มเข้าสู่ยุคแห่งความวุ่นวาย แต่พนักงานทุกคนก็ไม่ย่อท้อและร่วมมือกับการฟื้นฟูบริษัทจนกลับมายืนได้อีกครั้งอย่างน่าทึ่ง แม้ว่ารถ 3 ล้อจะยังขายดี แต่ก็เริ่มมีสัญญาณว่าตลาดอาจไม่เติบโตอีกต่อไป

ที่มารูปภาพ : https://www2.mazda.com/ja/100th/virtual_museum/classics/detail/car_no006.html
เมื่อเข้าสู่ช่วงปี 50s ทางบริษัทจึงเริ่มพัฒนารถยนต์บรรทุก 4 ล้อ และเริ่มมองหาทางเข้าสู่ตลาดรถยนต์สำหรับโดยสาร แต่สิ่งแรกที่พัฒนาได้สำเร็จก็คือรถยนต์เล็กขนาด 360cc ซึ่งตอนนั้นเริ่มได้รับความนิยมภายในประเทศญี่ปุ่น โดยประธานบริษัท มัตสึดะ สึเนจิ (ลูกชายของผู้ก่อตั้งคนแรก) ได้กระตุ้นทีมวิศวกรให้สร้างรถยนต์ขนาดเล็กที่ทั้งแรงและสบายไม่แพ้รถรุ่นใหญ่
ต่อมาในช่วงปี ค.ศ.1960 ทางแบรนด์ได้ทำการเปิดตัว “Mazda R360 Coupe” รถยนต์ 4 ล้อ เครื่องยนต์ V2 และตามมาด้วยการเปิดตัว “Mazda Carol” เครื่องยนต์ 4 สูบในปี ค.ศ.1962 ซึ่งทั้งสองรุ่นขายดีและช่วยให้บริษัทเติบโตกลับมาได้อีกครั้ง

ที่มารูปภาพ : https://www2.mazda.com/ja/100th/virtual_museum/classics/detail/car_no006.html
“เทคโนโลยีในฝัน” ที่กลายเป็นจริงกับ Cosmo Sport
แต่ทว่าในช่วงเวลานั้น กระทรวงอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นเริ่มเกิดข้อกังวลว่าผู้ผลิตรายเล็กจะล้มกันหมด จึงพยายามจำกัดผู้เล่นใหม่ในตลาดรถยนต์โดยสาร และยังมีแผนปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมต่างๆ อีกด้วย จึงทำให้ผู้บริหารของ Toyo Manufacturning มองว่าการเล่นแค่ตลาดรถเล็กอย่างเดียวอาจไม่ทำให้อยู่รอด และแม้จะทำรถระดับสูงขึ้น ถ้าไม่มีจุดเด่นเฉพาะตัว ลูกค้าก็คงไม่เลือก
สุดท้ายบริษัทจึงตัดสินใจเดิมพันอนาคตกับการพัฒนา “เครื่องยนต์โรตารี” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีล้ำสมัย ซึ่งมีพละกำลังพลังสูงมากขึ้น เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ลูกสูบขนาดเท่ากัน และมีข้อดีอีกอย่างคือมีชิ้นส่วนน้อย ทำให้ลดต้นทุนได้มากอีกด้วย

ที่มารูปภาพ : https://www.mazda.co.jp/cars/mx-30/special-contents/rotary_engine/#tab_anch
ประธานบริษัท มัตสึดะ สึเนจิ มีความฝันอยากจะสร้างสิ่งใหม่ให้คนรุ่นหลัง จึงฝากความหวังไว้กับเครื่องยนต์โรตารีตัวนี้ การพัฒนาเพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งในฐานะผู้ผลิตรถยนต์โดยสารเลยได้เริ่มเปิดฉากขึ้น
แต่ในความเป็นจริง เครื่องยนต์โรตารียังห่างไกลจากการใช้งานจริง และมีอุปสรรคมากมายก่อนจะผลิตในจำนวนมากได้ การเลือกเส้นทางนี้ทำให้บริษัทเกือบล้มละลาย แต่ด้วยความร่วมมือของพนักงานทุกคน ในที่สุดก็ฝ่าฟันมาได้ และเปิดตัว Cosmo Sport เครื่องยนต์โรตารี 2 โรเตอร์ รุ่นแรกของโลกในปี ค.ศ.1967 ได้สำเร็จ

Cosmo Sport เปิดตัวในปี 1967 ในฐานะรถรุ่นแรกของโลกที่ใช้เครื่องยนต์โรตารี
มรสุมของเครื่องยนต์โรตารี และ “Familia สีแดง” ที่ช่วยกู้คืนบริษัท
หลังจากนั้น MAZDA เดินหน้าผลิตรถเครื่องโรตารีอย่างต่อเนื่อง แต่พอเข้าสู่ยุค 1970 ก็ต้องเจอกับกฎหมายควบคุมไอเสียที่เข้มงวด แถมยังเจอวิกฤตน้ำมันถึง 2 ครั้ง ส่งผลให้เครื่องโรตารีที่กินน้ำมันมาก ถูกต่างประเทศตั้งฉายาว่า “ตัวซดน้ำมัน” ทำให้ยอดขายตกต่ำ และบริษัทก็กลับเข้าสู่วิกฤติอีกครั้ง
แต่ผู้บริหารและวิศวกรของ MAZDA ไม่ยอมทิ้งความหวังต่อเครื่องยนต์โรตารี พวกเขายึดแนวคิดว่า “โดนโจมตีด้วยเทคโนโลยี ก็ต้องแก้คืนด้วยเทคโนโลยี” และในที่สุดก็สามารถพัฒนาให้เครื่องยนต์นี้ให้ประหยัดน้ำมันได้มากขึ้น
ในช่วงนั้นมีการเปิดตัวรถสปอร์ตอย่าง “Cosmo AP” และ “Savanna RX-7” ซึ่งก็ช่วยสร้างฐานแฟนใหม่ให้กับแบรนด์ MAZDA ได้มากขึ้นด้วย ซึ่ง RX-7 ที่เปิดโลกใหม่ของรถเครื่องยนค์โรตารีในครั้งนั้นก็ได้มีการพัฒนามาหลายเจเนอเรชัน และวางขายยาวจนถึงปี ค.ศ.2002 (ในภาพคือรุ่นสุดท้าย RX-7 FD)

ต่อมาในปี ค.ศ.1980 “Familia XG” ที่เปลี่ยนมาใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหน้า (FF) ก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก ขายดีจนเรียกได้ว่าเปลี่ยนภาพตลาดรถในญี่ปุ่น และพาบริษัทให้กลับมามีกำไรอีกครั้ง

Familia รุ่นที่ 5 เป็นที่รู้จักในชื่อ “Familia สีแดง” ที่ช่วยพา MAZDA รอดจากวิกฤติ และต่อมาในอีกเกือบ 30 ปี สีแดง (Soul Red) ก็ได้กลับมาเป็นสีเอกลักษณ์ของแบรนด์อีกครั้ง
เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ ในปี ค.ศ.1979 ทาง MAZDA ได้จับมือกับ Ford และในปี 1981 ก็เปิดเครือข่ายจำหน่าย “Autorama” สำหรับแบรนด์ Ford ต่อมาในปี ค.ศ.1984 จึงได้ฤกษ์เปลี่ยนชื่อบริษัทจาก “Toyo Manufacturning” ให้กลายเป็น “MAZDA” ซึ่งเสมือนเป็นการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

ความผิดพลาดของการขยายหลายแบรนด์ ที่ทำให้ MAZDA เจอวิกฤติอีกครั้ง
ในช่วงนั้น MAZDA ลงทุนในแบรนด์ KIA ของเกาหลี และเริ่มผลิตรถในอเมริกาเหนือและไต้หวัน พร้อมขยายธุรกิจต่างประเทศอย่างจริงจัง รวมถึงเพิ่มแบรนด์และรุ่นย่อยจำนวนมาก และในปี ค.ศ.1989 ก็ปฏิรูประบบขายในญี่ปุ่นเป็น 5 แบรนด์
MAZDA ได้มีการสร้างแบรนด์ใหม่อย่าง Anfini, Eunos และ Autozam ตามมา ทำให้มีทั้งแบรนด์ใหม่ และรถรุ่นคล้ายกันออกสู่ตลาดจำนวนมากในเวลาไล่เลี่ยกัน แต่การขยายรุ่นรถมากเกินไปทำให้ต้นทุนวิจัยและค่าใช้จ่ายของดีลเลอร์พุ่งสูงจนกระทบธุรกิจอย่างหนัก และเมื่อเข้าสู้ช่วงเศรษฐกิจฟองสบู่แตก ก็ยิ่งซ้ำเติมให้ MAZDA กลับเข้าสู่วิกฤติอีกครั้ง
ที่เห็นได้ชัดคือเรื่องราวของ Autozam Revue ที่เปิดตัวในปี ค.ศ.1990 และจำหน่ายภายใต้ระบบ 5 แบรนด์ รถรุ่นนี้เคยเป็นรุ่นหลักของโชว์รูม Autozam ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น Mazda Revue และเมื่อประสบวิกฤตก็ยุติการผลิตไปในปี ค.ศ.1997
ส่วน Eunos Roadster รุ่นแรก แม้ตัวรถจะได้รับความนิยมมากแต่ก็มีปัญหาเช่นกัน แม้ปัจจุบันรถรุ่นนี้ยังคงได้ไปต่อในชื่อ Mazda Roadster (MX-5) จนถึงรุ่นที่ 4 แต่แบรนด์ Eunos นั้นก็เรียกได้ว่าสาปสูญ

อย่างไรก็ตาม แม้สุดท้ายในปี ค.ศ.1996 บริษัท MAZDA ต้องเข้าไปอยู่ภายใต้ Ford และเข้าสู่ยุคตกต่ำอีกครั้ง แต่รุ่นรถอย่าง Demio (รถแฮทช์แบ็กใช้งานง่าย) รถ Bongo Friendee (มินิแวน) และ รถ Premacy ก็ช่วยกู้สถานการณ์ และทำให้แบรนด์กลับมาคึกคักอีกครั้ง
ต่อมา ในเดือนเมษายน ปี ค.ศ.2002 ทาง MAZDA ได้เปิดตัวแนวคิด “Zoom-Zoom” และเริ่มเดินหน้าพัฒนารถที่ยกระดับเทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อม ที่มีความความปลอดภัยมากขึ้นเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน พวกเขาพัฒนาเทคโนโลยี “SKYACTIV” โดยเริ่มคิดใหม่ตั้งแต่พื้นฐานของรถ และตั้งเป้าสร้างนวัตกรรมที่พลิกความเชื่อเดิมๆ ซึ่งตอบโจทย์ทั้ง “ความสนุกในการขับ” และ “ความปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” นั่นเอง

จากเครื่องยนต์โรตารีสู่ SKYACTIV ! ความท้าทายครั้งใหม่ของแบรนด์อินดี้
MAZDA CX-5 ที่เปิดตัวในปี ค.ศ.2012 เป็นรุ่นแรกที่ใช้เทคโนโลยี SKYACTIV แบบเต็มรูปแบบ และหลังจากนั้นเทคโนโลยีนี้ก็ถูกนำไปใช้ในรถรุ่นหลักทั้งหมด
ในช่วงนั้นมีความเชื่อว่าเครื่องยนต์สันดาปจะหายไปในไม่ช้า แต่ MAZDA คิดต่าง และเลือกฝากอนาคตของเครื่องยนต์แบบนี้ไว้กับเทคโนโลยี SKYACTIV รุ่นใหม่
เป้าหมายคือการสร้างรถที่ยังคง “ขับสนุก” แต่ก็ใส่ใจสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน โดย RX-7 เครื่องโรตารีเทอร์โบหยุดผลิตในปี ค.ศ.2002 และ RX-8 เครื่องโรตารี NA ก็ปิดฉากไปเมื่อปี ค.ศ.2012 เหมือนเป็นการส่งไม้ต่อสู่รถอย่าง CX-5 และ Atenza ที่ใช้เทคโนโลยี SKYACTIV ที่เข้ามาแทนยุคของเครื่องยนต์โรตารี
และรถรุ่นใหม่ของ MAZDA ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซินหัวฉีดตรง เทอร์โบ และดีเซล เทอร์โบ ได้รับการยอมรับทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศเป็นอย่างมาก ทำให้ยอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ที่มารูปภาพ : https://autoc-one.jp/mazda/axela/special-5003729/
ผลงานล่าสุดอย่างเครื่องยนต์สุดล้ำ “SKYACTIV-X” ที่ใช้ระบบจุดระเบิดแบบผสมผสานระหว่างหัวเทียนและการบีบอัด โดยเครื่องยนต์นี้ให้ทั้งพลังแบบเครื่องเทอร์โบ และความประหยัดแบบ Mild hybrid ซึ่งได้เปิดตัวใช้ครั้งแรกใน Mazda 3 แบรนด์ก็ยิ่งได้รับความนิยมมากขึ้นไปอีก
ในปัจจุบัน MAZDA ได้เริ่มเล่นตลาดรถไฟฟ้า EV ด้วยการเปิดตัว MAZDA 6e ในต่างประเทศอย่างไทย ด้วยความเชื่อมั่นในเครื่องยนต์สันดาบ และความมุ่งมั่นในการใส่ใจสิ่งแวดล้อมของแบรนด์ MAZDA ที่ต้องการจะถ่ายทอดไปสู่รถยนต์พลังงานรูปแบบใหม่ในอนาคตนั่นเอง

ที่มารูปภาพ : https://newsroom.mazda.com/ja/cars/10829/index.html
จากทั้งหมดกว่า 100 ปี MAZDA เรียกได้ว่าเป็นแบรนด์ที่ผ่านวิกฤตมาหลายต่อหลายครั้ง และฟื้นคืนเหมือนนกฟีนิกซ์โดยตลอดมา ความไม่ยอมแพ้และความกล้าในการลองสิ่งใหม่ๆ คือพลังที่พาแบรนด์เดินไปข้างหน้าได้จนถึงทุกวันนี้ และเราก็เชื่อมั่นว่าแนวคิดนี้จะยังคงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง
ที่มาบทความ : https://bestcarweb.jp/news/126823
อ่านบทความที่น่าสนใจจาก fromJapan
- บ้านสไตล์ญี่ปุ่นยุคใหม่ ยิ่งหน้าต่างเล็กยิ่งดี พร้อมผลตอบรับที่เกินคาด!
- ชวนไปสัมผัสบรรยากาศการชม “ดอกวิสทีเรีย” (Wisteria) บานสะพรั่ง ณ สวนวาเคะ เมืองคิริชิมะ
- อย่าคิดลองดี! เปิด 12 หมายเลขโทรศัพท์ญี่ปุ่นที่ห้ามโทรเด็ดขาด!
อัปเดตเทรนด์ ข่าวสาร หรือกิจกรรมสนุก ๆ
เพิ่มเติมได้ที่เพจ fromJapan !




