fbpx

อัปเดตแดนอาทิตย์อุทัยโดยรถไฟคินเท็ตสึ กันยายน 2026

ต.ค. 02, 2026

Kintetsu Railway

  • Clip

อัปเดตแดนอาทิตย์อุทัยโดยรถไฟคินเท็ตสึ กันยายน 2026

พบกับช่วง~ อัปเดตแดนอาทิตย์อุทัยโดยรถไฟคินเท็ตสึ บทความที่เราจะมานำเสนอข่าวสารใหม่ๆจากประเทศญี่ปุ่น ส่งตรงจากรถไฟฟ้าคินเท็ตสึ (Kintetsu Railway) โดยในครั้งนี้เราจะมาอัปเดตเรื่องราวในเดือน กันยายน 2026 ค่ะ

สำหรับในเดือนนี้เหมาะกับการตะลอนเที่ยวธรรมชาติอย่างยิ่ง ซึ่งเราจะพาทุกคนนั่งรถไฟคินเท็ตสึไปเยือนแหล่งมรดกโลกญี่ปุ่นที่ซุกซ่อนอยู่ รวมถึงแวะไปพักผ่อนร่างกายที่หมู่บ้านน้ำพุร้อนเก่าแก่ จากนั้นแวะไปทานอาหารท้องถิ่นและขนมหวานสุดเลิศรส ปิดท้ายทริปด้วยการพาไปชมวิวเมืองยามค่ำคืนบนความสูง 300 เมตร!

เอาเป็นว่าอย่ารอช้า เราไปชมภาพบรรยากาศ พร้อมเรื่องราวแห่งประวัติศาสตร์กันเลย!

สารบัญ (Index)

  1. พาเยือน ‘โดโรกาวะออนเซ็น’ (Dorogawa Onsen) หมู่บ้านน้ำพุร้อนเก่าแก่แห่งนารา
  2. ฉลองครบรอบ 10 ปี รถไฟท่องเที่ยว “Blue Symphony” กับการเดินทางสู่แหล่งมรดกโลก
  3. สัมผัสเสน่ห์แหล่งมรดกโลก “เมืองหลวงอาสึกะ-ฟูจิวาระ” ที่ซ่อนอยู่ในนาราและอาสึกะ
  4. ดื่มด่ำกับทิวทัศน์มรดกโลก พร้อมลิ้มรสความอร่อยแห่งอาสึกะ
  5. ย้อนเวลาไปสัมผัสความทรงจำของญี่ปุ่นในอดีตด้วยรถไฟท่องเที่ยว “Shijin Liner”
  6. สัมผัสความระยิบระยับของเมืองโอซาก้ายามค่ำคืน ณ HARUKAS 300

1. พาเยือน ‘โดโรกาวะออนเซ็น’ (Dorogawa Onsen) หมู่บ้านน้ำพุร้อนเก่าแก่แห่งนารา [8 ก.ย. 2026]

ทำไมหมู่บ้านน้ำพุร้อนที่เฟื่องฟูที่สุดถึงมาตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาลึกในนารา?

บริเวณตอนใต้ของจังหวัดนารา นอกจากมีสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอย่างสวนสาธารณะนาราแล้ว ยังมีหมู่บ้านน้ำพุร้อนชื่อว่า “โดโรกาวะออนเซ็น” (Dorogawa Onsen)

เมื่อประมาณ 1,300 ปีก่อน เชื่อกันว่าบริเวณเชิงเขาของ “ภูเขาโอมิเนะ” เป็นต้นกำเนิดของวิถีปฏิบัติ “ชูเก็นโด” และได้กลายเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านน้ำพุร้อน ซึ่งในปัจจุบันก็ยังคงหลงเหลือบรรยากาศของญี่ปุ่นในอดีตเอาไว้ เห็นได้จากบรรดาเรียวกังและที่พักสไตล์ญี่ปุ่น “มินชุกุ” ที่เรียงรายอยู่สองข้างทาง

“ชูเก็นโด” คือวิถีปฏิบัติที่มีต้นกำเนิดจากความเชื่อเรื่องภูเขาของญี่ปุ่นโบราณ ผสมผสานเข้ากับแนวคิดจากศาสนาพุทธ ลัทธิเต๋า และความเชื่ออื่นๆ จนกลายเป็นวิถีปฏิบัติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของญี่ปุ่น เหล่านักบวชและผู้ฝึกตนในสายชูเก็นโด หรือที่เรียกว่า “ชูเก็นจะ” จะเดินทางขึ้นภูเขาโอมิเนะเพื่อฝึกฝนตนเองผ่านบททดสอบอันเข้มงวดเพื่อรับพลังและความสามารถทางจิตวิญญาณ

เมื่อชูเก็นโดแพร่หลาย โดโรกาวะออนเซ็นก็เติบโตขึ้นเป็นเมืองพักแรมควบคู่กันไปด้วย และด้วยความจำเป็นในอดีตที่ต้องรองรับกลุ่มนักบวชให้เดินทางเข้าที่พักพร้อมกันได้ ทางเข้าเรียวกังโดยเฉพาะริมถนนสายหลักจึงถูกออกแบบให้กว้างขวางกว่าปกติ จนกลายเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นของโดโรกาวะออนเซ็น
วิถีแบบชูเก็นโดยังคงมีการปฏิบัติสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน ทุกคนจึงอาจได้เห็นผู้ฝึกตนในชุดสีขาวเดินอยู่ตามถนนของหมู่บ้านน้ำพุร้อน

ในช่วงกลางวัน ภาพของหมู่บ้านที่มีภูเขาโอมิเนะเป็นฉากหลังให้ความรู้สึกปลอดโปร่งและผ่อนคลาย และเมื่อรัตติกาลมาเยือน แสงอ่อนๆ จากโคมไฟตามถนนจะส่องระยิบระยับจนเกิดเป็นบรรยากาศอันศักดิ์สิทธิ์ แสดงถึงเสน่ห์แบบย้อนยุคของเมืองญี่ปุ่นในอดีตได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ บริเวณใกล้ๆ กับโดโรกาวะออนเซ็นยังมีถ้ำหินงอกหินย้อยที่ในอดีตเหล่าผู้ฝึกตนใช้เป็นสถานที่สำหรับฝึกวิชาและทำสมาธิ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ “ถ้ำเม็นฟุโด” (Menfudo Cave)

ทันทีที่ก้าวเข้าไปในถ้ำ ทุกคนจะสัมผัสได้ถึงบรรยาการอันเงียบสงบและอากาศเย็นเยียบที่แผ่ปกคลุมอยู่โดยรอบ นอกจากหินงอกหินย้อยปกติแล้ว ในบริเวณที่เรียกว่า “เกียวจะคุตสึ” (Gyojakutsu) ยังสามารถพบเห็นหินงอกหินย้อยรูปร่างคล้ายกับผู้ฝึกตนได้อีกด้วย

อุณหภูมิเฉลี่ยภายในถ้ำอยู่ที่ประมาณ 8°C เรียกได้ว่าเย็นสบายมากทีเดียว ทำให้ในปัจจุบันจึงมีผู้คนเดินทางมาเยือนเพื่อสัมผัสอากาศเย็นแสนสดชื่นนี้ด้วย

นอกจากนั้น โดโรกาวะออนเซ็นยังตั้งอยู่เหนือระดับน้ำทะเลเพียง 800 เมตร จึงไม่แปลกเลยที่อากาศในบริเวณนี้มักเย็นสบายและเหมาะแก่การมาเที่ยวแม้ในช่วงฤดูร้อน

เมื่อได้ก้าวเข้าสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนาราที่โอบล้อมด้วยขุนเขา คุณอาจได้ค้นพบตัวตนใหม่ที่ซ่อนอยู่ มาออกเดินทางไปเยือนนาราในมุมใหม่ๆ และสัมผัสประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใครกันเถอะ

ข้อมูลเกี่ยวกับโดโรกาวะออนเซ็น (Dorogawa Onsen)

ที่อยู่
  • Dorogawa, Tenkawa, Yoshino District, Nara 638-0431, Japan
วิธีการเดินทาง
  • เดินทางจากโอซาก้านัมบะ นั่งรถไฟคินเท็ตสึไปยังสถานี Shimoichiguchi Station ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 10 นาที และนั่งรถบัสต่อประมาณ 1 ชั่วโมง 10 นาที
  • เดินทางจากนาโกย่า นั่งรถไฟคินเท็ตสึไปยังสถานี Shimoichiguchi Station ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที และนั่งรถบัสต่อประมาณ 1 ชั่วโมง 10 นาที
พิกัด

 

Back To Index

2. ฉลองครบรอบ 10 ปี รถไฟท่องเที่ยว “Blue Symphony” กับการเดินทางสู่แหล่งมรดกโลก [10 ก.ย. 2026]

จังหวัดนารามีสถานที่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และมรดกโลกมากมาย เช่น ภูเขาโยชิโนะ หรือบริเวณอาสึกะและฟูจิวาระ หากใครอยากสัมผัสประวัติศาสตร์และธรรมชาติของนาราในสถานที่จริง ลองมาดื่มด่ำกับบรรยากาศระหว่างเดินทางกันดูไหม?

รถไฟท่องเที่ยว “Blue Symphony” ที่ให้บริการจากโอซาก้าไปยังอาสุกะและโยชิโนะ พร้อมมอบช่วงเวลาแห่งการเดินทางอันแสนพิเศษกับทุกท่าน และในวันที่ 10 กันยายน 2026 รถไฟขบวนนี้ได้เดินทางครบรอบ 10 ปีแล้ว!

ตัวรถโดดเด่นด้วยสีน้ำเงินเข้ม ตัดกับเส้นสีทองอันสง่างาม ให้ความรู้สึกคลาสสิกและหรูหรา ภายในขบวนตกแต่งอย่างมีระดับพร้อมที่นั่งนุ่มสบาย สามารถเอนตัวพักผ่อนและชมวิวทิวทัศน์ที่ค่อยๆ เคลื่อนผ่านไปนอกหน้าต่าง

นอกจากนี้ ภายในรถยังมีตู้คาเฟ่เลานจ์ที่คัดสรรทั้งขนมหวานสุดพิถีพิถัน รวมถึงเมนูจากร้านอาหารชื่อดังและโรงผลิตสาเกในท้องถิ่นมาให้ลิ้มลอง รถไฟท่องเที่ยวขบวนนี้จะทำให้ทุกคนได้ดื่มด่ำกับความทรงจำดีๆ และเสน่ห์ของอาหารเลิศรส ไปจนถึงจุดหมายปลายทาง

Blue Symphony ให้บริการระหว่าง สถานี Osaka-Abenobashi Station และสถานี Yoshino Station โดยรถไฟจะจอดตามสถานีต่างๆ ที่เป็นประตูสู่แหล่งมรดกโลกและพื้นที่ธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ของนารา เช่น สถานีอาสุกะ และสถานีชิโมอิจิกุจิ ซึ่งเป็นสถานีใกล้กับย่านน้ำพุร้อนโดโรกาวะออนเซ็น เป็นต้น

สัมผัสประสบการณ์ของการเดินทาง เรียนรู้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของนาราอย่างมีระดับ กดเซฟโพสต์นี้ไว้ แล้วมาเริ่มวางแผนทริปนาราครั้งต่อไปกัน!

Back To Index

3. สัมผัสเสน่ห์แหล่งมรดกโลก “เมืองหลวงอาสึกะ-ฟูจิวาระ” ที่ซ่อนอยู่ในนาราและอาสึกะ [17 ก.ย. 2026]

“อาสึกะ” คือดินแดนที่เป็นรากฐานของญี่ปุ่นในช่วงสร้างประเทศ ซึ่งยังปรากฎร่องรอยทางประวัติศาสตร์อายุกว่า 1,400 ปี ควบคู่ไปกับวิถีชีวิตของผู้คนที่ยังคงดำเนินต่อเนื่องอยู่บนผืนดินแห่งนี้มาจนถึงปัจจุบัน และเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2026 ที่ผ่านมาก็เพิ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

ผืนดินแห่งนี้สะท้อนเรื่องราวที่สืบเนื่องยาวนาน ตั้งแต่การก่อตั้งรัฐโบราณในอดีต ไปจนถึงวิถีชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน ซึ่งล้วนหลอมรวมและยังคงปรากฏให้เห็นผ่านภูมิทัศน์และมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้

ก่อนที่ญี่ปุ่นจะก่อร่างสร้างตัวขึ้นเป็นประเทศ ทุกครั้งที่เปลี่ยนจักรพรรดิ สถานที่ตั้งของพระราชวังก็จะย้ายตามไปด้วยเช่นกัน ทำให้ไม่มีเมืองหลวงที่ตั้งอยู่อย่างถาวร และเมื่อเข้าสู่ยุคอาสึกะ เมืองหลวงก็ถูกเลือกให้ตั้งอยู่ในพื้นที่อาสึกะ ซึ่งหนึ่งในเหตุผลสำคัญคือความก้าวหน้าทางวัฒนธรรมและเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นจากการแลกเปลี่ยนกับเอเชียตะวันออก

พุทธศาสนาเริ่มเข้ามาเผยแพร่ และมีการสร้างวัดขนาดใหญ่แห่งแรกของญี่ปุ่นขึ้น

นอกจากนี้ เทคโนโลยีการก่อสร้างรูปแบบใหม่ที่ได้รับอิทธิพลจากการแลกเปลี่ยนกับต่างประเทศ ยังช่วยผลักดันการสร้างเมืองให้พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ในช่วงที่ญี่ปุ่นเริ่มมีชื่อประเทศว่า “ญี่ปุ่น” รวมถึงมีการวางระบบการปกครอง กฎหมาย และสถาบันต่างๆ จนเรียกได้ว่ารากฐานของญี่ปุ่นในรูปแบบที่เรารู้จักในปัจจุบันนั้นได้เริ่มขึ้นในยุคนี้

เมื่อการสร้างประเทศดำเนินไป รูปแบบของ “โคฟุน” หรือสุสานของผู้มีอำนาจในยุคนั้นก็เริ่มเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ยุคอาสึกะจึงถือเป็นช่วงปลายของวัฒนธรรมโคฟุนอันยาวนาน จากเดิมที่สุสานขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “เซ็มโปโคเอ็นฟุน (前方後円墳)” เคยเป็นสัญลักษณ์แสดงอำนาจของผู้ปกครอง ก็เริ่มเปลี่ยนไปเป็นสุสานรูปสี่เหลี่ยมที่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมจีน รวมถึงสุสานทรงแปดเหลี่ยมซึ่งสะท้อนถึงการปกครองที่มีจักรพรรดิเป็นศูนย์กลาง

โดยเฉพาะสุสานแบบ “ทาคามัตสึซึกะโคฟุน” (高松塚古墳)” และ “คิโทระโคฟุน (キトラ古墳) ที่มีภาพจิตรกรรมฝาผนังอยู่ภายใน ซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนให้เห็นการถ่ายทอดแนวคิดและศิลปะจากโลกเอเชียตะวันออกเข้ามาสู่ญี่ปุ่นในยุคนั้น

ในทางกลับกันสุสานที่เรียกว่า “อิชิบุไตโคะฟุน (石舞台古墳)” หนึ่งในสัญลักษณ์ของอาสึกะ กลับเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมโคฟุนในยุคก่อนหน้าที่ผู้มีอำนาจใช้ขนาดอันมหึมาของสุสานเพื่อแสดงให้เห็นถึงอำนาจ แต่จนถึงทุกวันนี้วิธีการที่คนในยุคนั้นใช้เคลื่อนย้ายก้อนหินขนาดมหึมาน้ำหนักรวมประมาณ 2,300 ตัน เพื่อสร้างสุสาน ก็ยังคงเป็นปริศนาและเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์แสนโรแมนติกของอาสึกะ

แม้เวลาจะผ่านไป และเมืองหลวงของญี่ปุ่นได้ย้ายไปยังพื้นที่อื่นแล้ว แต่ผู้คนที่อาศัยอยู่ในอาสึกะมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันยังคงช่วยกันดูแลและรักษาโบราณสถานเหล่านี้เอาไว้

และเพื่อปกป้องภูมิทัศน์ของพื้นที่แห่งนี้ กฎหมายจึงกำหนดข้อจำกัดด้านการพัฒนาและการก่อสร้าง ทำให้ทิวทัศน์พื้นที่นี้ยังคงมีบรรยากาศที่ทั้งสวยงามเหมือนในอดีต

ในสถานที่แห่งนี้ ทุกคนอาจได้เห็นโบราณสถานตั้งอย่างโดดเดี่ยวอยู่ข้างทุ่งนาและไร่ โดยไม่มีแม้แต่รั้วหรือสิ่งใดกั้นล้อมรอบ ทำให้สัมผัสได้ว่าวิถีชีวิตของผู้คนในท้องถิ่นกับประวัติศาสตร์โบราณยังคงเชื่อมโยงต่อเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบัน

และนี่ก็คือหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้อาสึกะทรงคุณค่าจนได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ออกไปค้นพบเสน่ห์ที่ซ่อนอยู่ของอาสึกะ สถานที่ซึ่งผสานความโรแมนติกของยุคโบราณเข้ากับภูมิทัศน์ดั้งเดิมของญี่ปุ่นได้อย่างกลมกลืนและงดงาม

ข้อมูลเกี่ยวกับเมืองอาสึกะ จังหวัดนารา

ที่อยู่
  • Asuka, Takaichi District, Nara, Japan
วิธีการเดินทาง
  • เดินทางจากโอซาก้านัมบะ นั่งรถไฟคินเท็ตสึไปยังสถานี Asuka Station ใช้เวลาประมาณ 57 นาที
  • เดินทางจากนาโกย่า นั่งรถไฟคินเท็ตสึไปยังสถานี Asuka Station ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 5 นาที
พิกัด

 

Back To Index

4. ดื่มด่ำกับทิวทัศน์มรดกโลก พร้อมลิ้มรสความอร่อยแห่งอาสึกะ [22 ก.ย. 2026]

นอกจากพื้นที่อาสึกะซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก จะเต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสตร์มากมาย ทั้งสุสานและโบราณสถานต่างๆ ที่กระจายอยู่ทั่วพื้นที่ ท่ามกลางภูมิทัศน์ที่สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของผู้คนตั้งแต่ยุคโบราณจนถึงปัจจุบัน ที่นี่ยังมีร้านอาหารที่ดูกลมกลืนไปกับบรรยากาศสวยๆ รอต้อนรับนักเดินทางอยู่ด้วย!

ครั้งนี้เราจะขอมาแนะนำ ‘ร้านอาหารและคาเฟ่’ ที่เหมาะสำหรับแวะพักระหว่างออกเดินทางสำรวจอาสึกะ

    • ร้าน Hagio

“Hagio” เป็นร้านอาหารที่ใช้บ้านพักจากช่วงปลายศตวรรษที่ 19 มาปรับเป็นร้านอาหาร จึงดูกลมกลืนไปกับบรรยากาศเก่าแก่ของอาสึกะได้อย่างเป็นธรรมชาติ ภายในร้านปูด้วยพรมสีแดงคุณภาพดี มีวิวที่สามารถมองเห็นสวนกลางบ้านซึ่งได้รับการดูแลอย่างดี

อาหารที่เสิร์ฟที่ร้านล้วนคัดสรรวัตถุดิบชั้นเลิศในทุกเมนู เมื่อได้ลิ้มลองความอร่อยก็ทำให้เผลอยิ้มออกมาในทุกคำ รวมถึงยังสัมผัสเสน่ห์ของญี่ปุ่นในวันวานได้อีกด้วย ดังนั้นไม่แปลกเลยที่ที่นี่จะกลายเป็นอีกหนึ่งสถานที่แนะนำให้ลองแวะมา!

วิธีการเดินทาง : จากสถานี Asuka Station นั่งรถแท็กซี่มายังร้าน Hagio ประมาณ 8 นาที

    •  ร้านคาเฟ่ Cafe de Manyo!

ร้านคาเฟ่นี้ตั้งอยู่ภายในหออนุสรณ์อินุไคมันโย (Inukai Man’yo Memorial Hall) ทุกคนสามารถพักผ่อนสบายๆ และสัมผัสโลกของ “มันโยชู” หรือหนังสือรวมบทกวีที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น

แนะนำให้มาลองลิ้มเมนูแสนคุ้นเคยอย่างวาฟเฟิลและกาแฟ ที่ล้วนผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถัน โดยใช้แป้งสาลีที่ผลิตในจังหวัดนารา หรือหากใครอยากเลือกซื้อแบบ Takeout ก็สามารถนำไปทานระหว่างเดินชมทิวทัศน์ของอาสึกะตามที่ปรากฏอยู่ในบทกวีของมันโยชูก็ได้เช่นกัน!

สิ่งนี้แสดงให้เห็นเลยว่า แม้แต่อาหารที่เรารับประทานระหว่างทางก็ยังมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของสถานที่แห่งนั้นซ่อนอยู่

วิธีการเดินทาง : จากสถานี Asuka Station นั่งแท็กซี่มายัง Cafe de Manyo! ประมาณ 8 นาทีเท่านั้น

ขอชวนทุกคนมาออกเดินทางสัมผัสเสน่ห์ของอาสึกะผ่านทั้ง 5 ประสาทสัมผัส แล้วอย่าลืมแชร์โพสต์นี้ไปให้เพื่อน และวางแผนสำหรับทริปอาสึกะครั้งต่อไปกันเถอะ!

ข้อมูลเกี่ยวกับเมืองอาสึกะ จังหวัดนารา

ที่อยู่
  • Asuka, Takaichi District, Nara, Japan
วิธีการเดินทาง
  • เดินทางจากโอซาก้านัมบะ นั่งรถไฟคินเท็ตสึไปยังสถานี Asuka Station ใช้เวลาประมาณ 57 นาที
  • เดินทางจากนาโกย่า นั่งรถไฟคินเท็ตสึไปยังสถานี Asuka Station ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 5 นาที
พิกัด

Back To Index

5. ย้อนเวลาไปสัมผัสความทรงจำของญี่ปุ่นในอดีตด้วยรถไฟท่องเที่ยว “Shijin Liner” [25 ก.ย. 2026]

รถไฟขบวนใหม่นี้เปิดให้บริการบนเส้นทางระหว่างสถานี Osaka-Abenobashi Station และสถานี Yoshino Station โดยมีชื่อว่า “Shijin Liner” ซึ่งจะวิ่งผ่านอาสึกะ-ฟูจิวาระ

คำว่า “Shijin” แปลว่า “สี่เทพ” ในภาษาญี่ปุ่น หมายถึงกลุ่มสัตว์เทพผู้พิทักษ์ทั้ง 4 ได้แก่ มังกรฟ้า, นกแดง, เต่าดำ และพยัคฆ์ขาว ซึ่งเป็นเทพผู้ปกครองและคุ้มครองทิศทั้ง 4 ในตำนานญี่ปุ่น โดยเทพทั้ง 4 ยังมีความเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งกับพื้นที่อาสึกะ โดยปรากฏอยู่ในภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในสุสานโบราณที่ตั้งอยู่ในพื้นที่อาสึกะ ซึ่งปัจจุบันได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ก่อนจะถูกนำมาใช้เป็นชื่อของรถไฟขบวนนั่นเอง

ขบวนรถไฟมีทั้งหมด 4 ตู้ โดยแต่ละตู้ได้รับการออกแบบตามธีมที่แตกต่างกัน ทั้งภายนอกและภายในตกแต่งด้วยลวดลายของเทพแต่ละองค์ รวมถึงมีการตกแต่งตามจุดต่างๆ ให้เกี่ยวข้องกับบริเวณอาสึกะ

ดังนั้น การออกแบบและของที่ตกแต่งบนรถไฟ จึงทำให้การเดินทางด้วยรถไฟขบวนนี้ช่วยกระตุ้นความอยากเรียนรู้และความคาดหวังกับสิ่งที่จะได้พบเมื่อไปถึงอาสึกะ

มาสร้างช่วงเวลาแห่งการเดินทางให้เต็มไปด้วยความตื่นเต้นกับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และค้นพบความมหัศจรรย์ ณ จุดหมายปลายทาง ใครอยากลองนั่ง “Shijin Liner” อย่าลืมกดเซฟโพสต์นี้เอาไว้ดูตอนไปเที่ยวกันนะ

Back To Index

6. สัมผัสความระยิบระยับของเมืองโอซาก้ายามค่ำคืน ณ HARUKAS 300 [30 ก.ย. 2026]

“HARUKAS 300” เป็นจุดชมวิวที่สามารถชมเมืองโอซาก้าได้แบบพาโนรามาจากความสูง 300 เมตรเหนือพื้นดิน เมื่อแสงอาทิตย์เริ่มอ่อนลง แสงไฟจากทั่วเมืองจะค่อยๆ สว่างขึ้น ทำให้ได้เห็นโอซาก้าในมุมที่แตกต่างจากช่วงกลางวัน

หากสภาพอากาศเป็นใจ ทุกคนจะสามารถมองเห็นได้ไกลถึงสนามบินนานาชาติคันไซ ซึ่งเปรียบเสมือนประตูสู่โอซาก้า รวมถึงนาราและเกียวโต ฯลฯ พร้อมชมทิวทัศน์ที่ราวกับคุณกำลังเดินอยู่บนท้องฟ้า

ความงดงามของโอซาก้าจะฉายชัดในยามอาทิตย์ค่อยๆ อัสดง ลับขอบฟ้า แสงไฟทั่วบริเวณจะเริ่มส่องประกายแต่งแต้มไปทั้งเมือง ในเวลานี้ ทุกคนจะได้สัมผัสความงดงามและความยิ่งใหญ่ของโอซาก้าที่ไม่เหมือนตอนอยู่ใต้แสงตะวัน

อีกหนึ่งเสน่ห์ของ HARUKAS 300 คือมีลานกลางแจ้งภายในจุดชมวิวที่ทุกคนสามารถออกไปรับลมยามค่ำคืน พร้อมๆ กับชมวิวเมืองที่ทอดยาวอยู่เบื้องหน้าได้

หลังจากตะลอนเที่ยวมาตลอดทั้งวัน ลองแวะมาพักชมวิวสัมผัสความยิ่งใหญ่ของโอซาก้าจากมุมสูงเพื่อปิดท้ายทริป และเก็บภาพความทรงจำนี้เอาไว้กันเถอะ

สำหรับใครที่อยากชมวิวสวยๆ แบบนี้ อย่าลืมเซฟโพสต์เก็บไว้ และนำมาเปิดดูเพื่อวางแพลนทริปครั้งต่อไปนะ!

วิธีการเดินทาง    
  •  เดินทางจากโอซาก้านัมบะ
    • จากสถานี Osaka-Namba Station ให้เดินไปที่สถานี Namba Station จากนั้นนั่งรถไฟใต้ดิน Osaka Metro สาย Midosuji Line ไปยังสถานี Tennoji Station (ประมาณ 6 นาที) และเดินต่อจากสถานี Tennoji Station อีกนิดก็จะถึง
  • เดินทางจากนาโกย่า
    • นั่งรถไฟคินเท็ตสึจาก สถานี Nagoya Station ไปยังสถานี Osaka-Namba Station ( 2 ชั่วโมง 5 นาที) จากนั้นเดินไปที่สถานี Namba Station และนั่งรถไฟใต้ดิน Osaka Metro สาย Midosuji Line ไปยังสถานี Tennoji Station (ประมาณ 6 นาที) และเดินต่อจากสถานี Tennoji Station อีกนิดก็จะถึง

ที่มา : Kintetsu Railway Thai

อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม

 

Back To Top


แท็กยอดนิยม


แชร์บทความนี้

Klook.com

Top 5 Articles




อัปเดตเทรนด์ ข่าวสาร หรือกิจกรรมสนุก ๆ
เพิ่มเติมได้ที่เพจ fromJapan !