fbpx

ไปบ้านเกิดโมโมทาโร่กัน! ขับรถไม่เป็นก็เที่ยวได้ EP.6 : ทะเลเซโตะ เรืองแสงได้ด้วยนะ

มี.ค. 03, 2021

วันสุดท้ายในโอคายามะ ต้องไปชม ‘ทะเลเซโตะ’ เรืองแสงกันสักหน่อยแล้ว~

ทะเลเซโตะ เป็นทะเลที่คั่นกลางระหว่างเกาะฮอนชู เกาะชิโกกุ และเกาะคิวชู สามเกาะหลักของญี่ปุ่น เป็นเส้นทางคมนาคมทางน้ำที่เชื่อมต่อระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกกับทะเลญี่ปุ่น สามารถเชื่อมต่อไปยังอ่าวโอซาก้า และเชื่อมระบบขนส่งทางทะเลไปยังศูนย์กลางอุตสาหกรรมในภูมิภาคคันไซ ซึ่งก็คือจังหวัดโอซาก้าและโกเบ

ก่อนจะมีการก่อสร้างรถไฟสายซันโย (Sanyō Main Line) ขึ้นนั้น ‘ทะเลเซโตะ’ นับว่าเป็นเส้นทางคมนาคมหลักระหว่างภูมิภาคคันไซและคิวชู

แม้จะมีหลายจังหวัดในญี่ปุ่นที่มีพื้นที่ติดกับทะเลเซโตะ แต่ครั้งนี้เราจะพาทุกคนมาชมความงามของ Kuroshima Venus Road หรือที่บ้านเราเรียกว่าทะเลแหวกนั่นเอง และเมื่อเข้าสู่ยามค่ำ เราจะได้เห็นปรากฏการณ์ทะเลเรืองแสงอันน่าตื่นตาตื่นใจอีกด้วย!

เนื่องจากนี่เป็นรีวิวทริปโอคายามะของเราในวันที่ 6  ถ้าใครไม่ได้อ่านตั้งแต่วันแรก สามารถจิ้มลิงก์ด้านล่างเพื่อย้อนอ่านตอนก่อนหน้านี้กันได้นะคะ

วันนี้เราจะเที่ยวกันแบบชิลล์ๆ โดยจะไปพักกันที่ The Hotel Limani & Spa หรือที่เรียกย่อๆว่า HOTEL LIMANI จากนั้นก็ออกเดินทางไปเที่ยวทะเลแหวก ชมการทำดาบที่พิพิธภัณฑ์ดาบญี่ปุ่น แล้วไปหาขนมกินที่ร้านขายขนมญี่ปุ่นที่ใหญ่ที่สุดในโลก ชมวิวทะเลเซโตะที่สวนอุชิมาโดะ ดินเนอร์อาหารกรีก และปิดท้ายด้วยการชมทะเลเรืองแสง

คำเตือน : เนื่องจากเราขับรถไม่เป็น เราจึงเดินทางโดยรถสาธารณะที่มีและ…รถแท็กซี่ค่ะ! แน่นอนว่าแท็กซี่ญี่ปุ่นค่อนข้างแพง แต่จุดประสงค์ที่มาเขียนเพราะว่าอยากจะแชร์สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดโอคายามะให้เพื่อนๆ เผื่อจะได้นำไปเป็นไอเดียในการท่องเที่ยวค่ะ *หากขับรถเป็น แนะนำให้เช่ารถขับจะดีกว่าค่ะ*

สารบัญ

7:25 เช็กเอาต์ ก่อนมุ่งหน้าสู่ ‘ทะเลเซโตะ’ !

ตอนเช็กอินที่ล็อบบี้ของโรงแรม WASHU BLUE RESORT เราเห็นที่เขาเขียนว่าพระอาทิตย์จะขึ้นเวลา 5.41 น. เราตื่นขึ้นมาตอนเวลา 5.20 น. สิ่งที่ได้เห็นก็คือท้องฟ้าสีฟ้าส้มกับแสงแดดที่สะท้อนลงไปยังผืนน้ำ… รูปนี้เราถ่ายจากชั้น 7 ของโรงแรม เป็นชั้นเดียวกับออนเซ็นกลางแจ้ง จากออนเซ็นของโรงแรมเราสามารถแช่น้ำไปและชมวิวแบบนี้ไปด้วยได้เช่นกันค่ะ
จากโรงแรม WASHU BLUE RESORT ถ้ามองลงไปที่อีกฝั่งหนึ่ง เราจะเห็นสวนสนุก Brazilian Park Washuzan Highland อยู่ใกล้ๆกัน
วิวจากห้อง
บุฟเฟ่ต์อาหารเช้าปลา สลัด ไข่ออนเซ็น ไข่ดาว ขนมปัง ยากิโซบะ ข้าวต้ม โยเกิร์ต ผลไม้ ฯลฯ
จุดต่อไปที่เราจะไปกันคือ The Hotel Limani & Spa หรือ HOTEL LIMANI

7:30~7:45 WASHU BLUE RESORT —> Kojima Station

เราซื้อตั๋วรถไฟราคา 840 เยน เพื่อไปยังสถานีโอคุ (Oku Station) โดยมีรายละเอียดการเดินทางดังนี้ค่ะ

  • จากสถานีโคจิมะ ให้นั่งรถไฟสาย Seto Ohashi Line (มุ่งหน้าไปทาง Okayama สายสีน้ำเงิน) ที่สถานีโอคายามะ (Okayama)
  • จากสถานีโอคายามะ ให้นั่งรถไฟไปที่สถานีโอคุ (Oku Station) โดยนั่งสาย Akō Line (มุ่งหน้าไปทาง Osafune สายสีเขียวอ่อน+ชมพูเข้ม)

7:55~8:31 Kojima —> Okayama Seto-Ohashi Line (มุ่งหน้าไปทาง Okayama)

และนี่ก็คือรถไฟที่เราจะนั่งไปสถานีโอคายามะกันค่ะ

8:58~9:22 Okayama Station —> Oku Ako Line (มุ่งหน้าไปทาง Osafune)

นั่งรถไฟจากสถานีโอคายามะไปสถานีโอคุ
ชมวิวเพลินๆระหว่างทางไปสถานีโอคุ
แล้วเราก็มาถึงสถานีโอคุค่ะ

9:40~10:02 Oku —> Ushimado นั่งรถบัสเวียนขึ้นไปทางทิศเหนือมุ่งสู่ Ushimado

จากสถานีโอคุ เราจะไปกันที่ Ushimado ด้วยรถบัส Ryobi Bus Ushimado line ที่วิ่งไปทางทิศเหนือ

พอออกมาจากสถานี มองตรงไปก็จะเห็นป้ายรถบัสและมีรถมาจอดรออยู่แล้วค่ะ
รถบัสจะออกเวลา 10:02 น. ตอนขึ้นรถบัสอย่าลืมดึงกระดาษออกมา 1 ใบเพื่อใช้ตอนลงด้วยน๊า ถ้ามีบัตร IC ก็สามารถสแกนได้เลย

นั่งรถบัสประมาณ 30 นาที ไปลงที่ป้าย Olive-en Iriguchi ราคา 450 เยน  (แงงง ตอนลุกมาถ่ายรูปคุณลุงแอบจ้องอ่ะ เพิ่งเห็นในรูป 555)

จากจุดที่รถบัสจอด มองออกไปจะเห็นโรงแรม HOTEL LIMANI เลยค่ะ เดินไปประมาณ 200 เมตร
คืนนี้เราจะพักกันที่ HOTEL LIMANI ค่ะ

10:20 HOTEL LIMANI : ก่อนไปชมความงามของ ‘ทะเลเซโตะ’ ขอฝากกระเป๋าก่อน

เรามาถึง The Hotel Limani & Spa หรือ HOTEL LIMANI ประมาณ 10:20 น. ยังไม่ถึงเวลาเช็กอินก็เลยฝากกระเป๋าไว้ที่ล็อบบี้ก่อน
เราซื้อตั๋วนั่งเรือไปดูทะเลแหวก Venus Road และอุมิโฮตารุ (บ้านเขาเรียกหิ่งห้อยทะเล ส่วนบ้านเราเรียกว่าแพลงตอนค่ะ ฮ่าๆ) ที่เคาน์เตอร์ใกล้ๆกับล็อบบี้

ค่าตั๋วเรือ

  • ผู้ใหญ่ : 2,000 เยน
  • เด็กประถม : 1,000 เยน
  • เด็กเล็ก : 500 เยน
  • เด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบ : ไม่เสียค่าใช้จ่าย

รอบขึ้นเรือคือเวลา 11:50 น.
นัดรวมตัวเวลา 11:40 น.

ก่อนจะรวมตัวกันเรายังพอมีเวลาอยู่ เลยเดินสำรวจโรงแรมและบริเวณรอบๆสระว่ายน้ำ โรงแรมนี้หันหน้าออกไปทางทะเลค่ะ
ที่นอนมีหมวกด้วย เพิ่งเคยเห็น ตื่นเต้นนน
ตรงข้ามโรงแรมฝั่งทางเข้ามีร้านขายลูกชิ้นญี่ปุ่นด้วย
มีให้ชิมด้วย (เราชิมทุกอันเลย แต่ซื้อมาอันเดียวเพราะชิมจนอิ่ม…) ลูกชิ้นนุ่มๆดึ๋งๆ อร่อยดี มีหลายรสให้เลือก รสปู รสหมึกดำ รสปลาหมึก ฯลฯ
มีชีสเค้กด้วย เพื่อนเราบอกว่าอร่อยค่ะ (เราไม่ได้กินเพราะของเราซื้อมาแล้วใส่กระเป๋าไว้ รู้ตัวอีกทีถึงไทยแล้วพบว่า…เละเทะสุดๆ T^T)
จากร้านขายลูกชิ้น ให้เดินย้อนกลับไปทางที่เราลงรถบัสประมาณ 500 เมตร จะมีร้านน้ำแข็งไสชื่อ ikazumodori
ร้านเปิดเวลา 11:00 น. เราไปถึงได้คิวแรกพอดี (ลืมถ่ายเมนูมาให้ดู มีรสที่ดูน่ากินหลายรสเลย ><) เราสั่งอันนี้มาเพราะว่าน่ารักดี ฮ่าๆ

น้ำแข็งนุ่มมากๆๆๆๆๆๆๆ ละลายในปาก รู้สึกเหมือนกำลังกินสายไหมเย็นๆ รสชาติน้ำหวานที่ราดนั้นหวานกำลังพอดี ผลไม้สดสุดๆ ดอกไม้ที่แปะมาด้วยทำมาจากน้ำตาล กินได้ค่ะ ราคา 600 เยน มีอุปกรณ์ให้วางตกแต่งถ่ายรูปเล่นได้ด้วย

IG ร้าน : https://www.instagram.com/ikazumodori/
กินเสร็จก็ได้เวลากลับไปรวมตัวที่โรงแรมตอน 11:40 น.

11:50 น. ได้เวลาออกทะเลแล้ว! ข้านี่ล่ะจะเป็นราชาโจรสลัด อุวะ หะ หะ~ (เพ้อเจ้อออ)

12:00~13:00 ถึง ‘ทะเลเซโตะ’ ยลโฉม Kuroshima Venus Road

นั่งเรือลำเล็กๆไปที่เกาะประมาณ 10-15 นาที ก็ถึงจุดที่เรียกว่า Venus Road หรือภาษาบ้านเราก็คือ ‘ทะเลแหวก’ นั่นเอง เราใช้เวลาเดินถ่ายรูปเล่นอยู่ที่นี่ประมาณ 1 ชั่วโมงค่ะ
แนะนำว่าให้ใส่รองเท้าที่สามารถเปียกน้ำได้มาเดินนะคะ ไม่แนะนำให้ถอดรองเท้าเดิน เพราะทรายและหินเจ็บมากๆ สามารถบาดเท้าได้ค่า (พิสูจน์มาแล้ว ขอบอกเลยว่าเจ็บจริง)
ถ้าวันไหนที่น้ำลดมากๆ เราสามารถเดินเชื่อมต่อไปยังเกาะอื่นๆได้ประมาณ 3 เกาะด้วยค่ะ แต่วันนี้น้ำขึ้นค่อนข้างสูง เลยไปได้แค่เกาะเดียวเมืองอุชิมาโดะ (Ushimado) โด่งดังในเรื่องดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของคู่รัก ซึ่งที่ Venus Road ก็เป็นหนึ่งในนั้นค่ะ ว่ากันว่าหากใครมากับแฟนและเดินเจอก้อนหินรูปหัวใจ เชื่อกันว่าจะรักกันตลอดไป (ถึงว่ามากันเป็นคู่ๆเลยจ้า) <3
เสร็จจากการหาก้อนหินรูปหัวใจ ซึ่งเราหาไม่เจอ…เราก็นั่งเรือกลับมาที่โรงแรม
จุดต่อไปที่เราจะไปก็คือ พิพิธภัณฑ์ดาบญี่ปุ่นบิเซนโอซาฟุเนะ (Bizen Osafune Sword Museum) นั่งรถจากโรงแรมประมาณ 30 นาที ระยะทาง 18 กิโลเมตร

ค่าโดยสาร : 6,130 เยน

*เช็กราคาแท็กซี่และระยะทางได้จากเว็บไซต์นี้ : https://japantaxi.jp/charge-search/

13:10~14:00 พิพิธภัณฑ์ดาบญี่ปุ่นบิเซนโอซาฟุเนะ [Bizen Osafune Sword Museum]

มาถึงพิพิธภัณฑ์ดาบญี่ปุ่นบิเซนโอซาฟุเนะ (Bizen Osafune Sword Museum) แล้วค่ะ ด้านในจะมีประวัติเกี่ยวกับดาบให้อ่าน เขียนละเอียดดีมาก แต่..อ่านไม่ออกจ้า ดูอย่างเดียวแล้วกัน
อาคารข้างๆกันเป็นโซนที่มีคนนั่งทำดาบแต่ละขั้นตอนอยู่ ซึ่งเป็นดาบจริงๆที่มีคนสั่งทำ อย่างคุณลุงในรูปด้านล่างนี้ก็กำลังแกะลายดาบอยู่ค่ะ
คุณลุงคนนี้กำลังทำด้ามจับ
คุณลุงคนนี้กำลังทำปลอก แต่ละคนจะทำหน้าที่แตกต่างกันไป ซึ่งทุกๆขั้นตอนจะต้องอาศัยคนที่มีประสบการณ์มากๆค่ะ แต่ละคนทำมาเกิน 20 ปีแล้ว หากใครอยากได้ดาบก็สามารถสั่งทำได้ที่นี่ค่ะ แต่ดาบแต่ละเล่มใช้เวลาทำเป็นปีเลยนะ!
เรื่องประวัติต่างๆเราไม่ค่อยอิน แต่ที่เราอยากดูคือการตีดาบ ซึ่งเขาก็ตีให้ดูกันแบบใกล้ชิดมากๆ (มากจนสะเก็ดไฟเกือบโดนตา ฮือออ) ขนาดเรายืนห่างออกมายังรู้สึกร้อน คนที่นั่งหลอมเหล็กอยู่หน้าไฟตลอดจะร้อนขนาดไหน นับถือใจพี่เขาจริงๆ!
ตีกันดังโป้งป้าง สะเก็ดไฟกระจายยยย
*ย้ำ ระวังสะเก็ดไฟกันด้วยนะคะ
และแน่นอนว่าที่นี่ก็มีร้านให้ซื้อของที่ระลึกกลับไปเช่นกันค่ะ มีตั้งแต่มีดเล็ก มีดทำครัว ดาบ
แต่เราไม่สามารถซื้อดาบกลับมาไทยได้ เพราะงั้นเลยซื้อที่แคะหูรูปดาบ 490 เยนมาแทน
เสร็จจากพิพิธภัณฑ์ดาบแล้ว เราจะไปต่อกันที่ Nippon ichi no dagashi uriba (日本一のだがし売場) ร้านขายขนมญี่ปุ่นที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น และใหญ่ที่สุดในโลกด้วย!

จากพิพิธภัณฑ์ดาบญี่ปุ่นบิเซนโอซาฟุเนะไปที่ร้านขนมจะห่างกันประมาณ 8 กิโลฯ ใช้เวลานั่งรถไปประมาณ 15 นาที แท็กซี่ราคา 2,800 เยน

14:15~15:00 Nippon ichi no dagashi uriba ร้านขนมญี่ปุ่นที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ไม่ได้ถ่ายรูปด้านหน้าร้านมาเพราะว่าคนเยอะมากๆ ส่วนข้างในก็มีขนมราคาค่อนข้างถูก ซึ่งมีเยอะมากจนตาลาย ด้านในจะแบ่งเป็น 3 ห้องใหญ่ๆ
คิทแคทรสช็อกโกแลตมิ้นต์ กล่องละ 60 เยน
มุมโซนขนมชิ้นละ 10 เยน และ 100 เยน
โซนขนมโบราณ จัดเป็นธีมงานวัด
ขนมที่ขายตามห้าง เซเว่น มีหมดเลย แต่ขนมที่นี่จะราคาถูกกว่าที่วางขายทั่วไปประมาณ 30 – 200 เยน แล้วแต่ชนิดของขนม
มีขายน้ำตาลปั้นด้วย สามารถสั่งทำรูปอะไรก็ได้ 500 เยน เราสั่งตัวอะไรให้ทาย…
เฉลยคือมิกกี้จ้าาา เหมือนอะไรเบอร์นั้นนน ฮ่าๆๆๆๆ

ส่วนขนมที่คุณลุงทำไว้อยู่แล้วจะราคา 200 – 300 เยน
และนี่คือสิ่งที่เราซื้อมา ขนมเด็กน้อยทั้งนั้นเลย ฮ่าๆ จริงๆอยากซื้อมากกว่านี้ แต่เป้ใส่ Backpack ไม่ลงแล้ว
จากร้านขนม เราจะไปต่อกันที่ Ushimado Olive Garden เพื่อชมวิวของทะเลเซโตะกันค่ะ ใช้เวลานั่งรถไปประมาณ 20 นาที อยู่ห่างจากร้านขนม 13 กิโลเมตร ค่าแท็กซี่ 4,330 เยนค่ะ

16:00~17:00 Ushimado Olive Garden อีกหนึ่งจุดชมวิว ‘ทะเลเซโตะ’ ที่ต้องมาให้ได้!

นั่งรถขึ้นเขามาที่ Ushimado Olive Garden ข้างบนจะเป็นสวนกว้างๆ ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นสวนต้นโอลีฟ (ต้นมะกอก)
จากที่เคยบอกไปตอนต้นว่าอุชิมาโดะเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของคู่รัก ที่นี่ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่เป็นที่นิยมในการมาเดทเหมือนกันค่ะ คู่รักจะชอบมานั่งชมวิวดูพระอาทิตย์ตกด้วยกัน

จุดไฮไลต์ของสวนนี้คือ ‘ระฆังแห่งความสุข’ เขาบอกว่าถ้าตีระฆังพร้อมแฟนก็จะรักกันอยู่ด้วยกันไปจนแก่เฒ่า ใครไม่มีแฟนก็อธิษฐานได้เหมือนกันค่า แต่ถ้าใครกำลังคิดจะเลิก อย่าริตีระฆัง 555
ส่วนที่ต้นมะกอก หากใครเจอใบที่เป็นรูปหัวใจก็จะโชคดีค่ะ รักกันหวานชื่นนน ซึ่งแน่นอนว่าเราหาทั้งก้อนหินที่ทะเลไม่เจอ และที่ต้นมะกอกก็ไม่เจอเช่นกัน… สั่นระฆังขอแฟนรัวๆจ้า
อาคารหลักของสวนชั้นหนึ่งมีร้านที่ขายต้นมะกอกและผลิตภัณฑ์ต่างๆที่สกัดจากมะกอก
จุดชมวิวด้านบนสามารถชมวิวได้แบบพาโนราม่า 360 องศาไปเลยจ้า
ก่อนกลับโรงแรม ทางลงจากสวนจะผ่านร้านไอศกรีมเจลาโต Copio คุณลุงคนขับบอกว่าร้านนี้ดัง ลุงเลยแวะให้

โอเค! จัดไปค่าาา
แบบถ้วย 2 รส ราคาประมาณ 500 เยนค่ะ

เรากินรสแตงโมกับรสมะกอก เนื้อเจลาโตนุ่มละมุน รสแตงโมได้กลิ่นหอมๆแต่ว่ารสอ่อน ส่วนมะกอกไม่ค่อยมีรส แต่ก็จะมันๆนัวๆหน่อย อร่อยดี
ประมาณ 18.00 น. กลับมาถึงโรงแรม HOTEL LIMANI เพื่อเช็กอินและรอเวลาดินเนอร์

** ที่นี่มีรถรับส่งฟรีระหว่างโรงแรมและสถานีโอคุ แต่ต้องแจ้งเวลาพนักงานล่วงหน้าค่ะ ของเราแจ้งว่าออกจากโรงแรมตอน 9.00 น. **

18:00 เช็กอินที่ HOTEL LIMANI

มาถึง HOTEL LIMANI แล้วค่ะ พระอาทิตย์ตกดินแสงสวยมากกก ได้เวลาไปกินแล้วค่าาาาาา
ทางเข้าห้องอาหาร
ใกล้ๆทางเข้ามีห้องเก็บไวน์ด้วย ห้องใหญ่มาก ใครชอบไวน์จัดไปเลยค่า!
ห้องอาหารจะมีโซนด้านในและด้านนอก

18:30~19:45 ทานอาหารในโรงแรม

อาหารที่โรงแรมนี้เป็นอาหารกรีก ซึ่งจะมีให้เลือกเป็นคอร์ส ของเรามีขนมปังจิ้มกับน้ำมันมะกอกอะไรสักอย่าง อร่อยมากๆ และมีปลา (สามารถเลือกชนิดได้) กับใบไม้ห่อข้าวอะไรไม่รู้กินคู่กับโยเกิร์ตรสจืด แต่ก็เข้ากันดี
ของหวานก็จะมีเค้กให้เลือก สามารถเลือกได้คนละ 2 ชิ้น
อยู่จังหวัดบ้านเกิดของโมโมทาโร่ ถ้าขาดพีชไปก็คงแปลกๆ ทีเด็ดเลยอันนี้ ‘พุดดิ้งพีช’ มีเนื้อพีชมาให้เป็นชิ้นๆเลยค่ะ! ดีงามค่าาา เหมือนจะไม่อิ่มแต่อิ่มมาก!!
ปิดท้ายด้วยชาหรือกาแฟ
จากห้องอาหารมองออกไป โรงแรมเริ่มเปิดไฟแล้วสวยไปอีกแบบ
หลังจากทานอาหารเสร็จประมาณ 19:50 น. ก็ไปรวมตัวกันที่เคาน์เตอร์ใกล้ๆล็อบบี้เหมือนเดิม เราจะไปดูหิ่งห้อยทะเล (แพลงตอน) กันค่ะ
นั่งเรือไปประมาณ 15 นาที เรือก็มาจอดที่เกาะไหนสักเกาะ มืดจนดูไม่ออกว่าที่ไหนค่ะ ฮ่าๆ
เราเดินตามพนักงานไป แล้วก็เจอ…ทะเลเรืองแสงงงงง

ต้องขอโทษมา ณ ที่นี้ด้วย เราถ่ายรูปไม่เก่ง ปรับกล้องไม่เป็น เลยถ่ายได้แค่นี้ แต่ของจริงสวยมากๆ วันที่เราไปพระจันทร์ค่อนข้างสว่างเลยเห็นไม่เยอะ แต่ถ้าวันไหนที่ฟ้ามืด เราจะเห็นทั้งที่พื้นและในน้ำเลย

20:00~21:00 ชมวิว ‘ทะเลเซโตะ’ ที่เรืองแสงสวยงามในยามค่ำ

อันนี้คือรูปจากทางโรงแรม… ใครเป็นมือโปรมาแล้วโชคดีถ่ายได้แบบนี้ ฟินแน่ๆ
ประมาณ 21:00 น. เรือก็กลับมาส่งที่โรงแรม เราพักเป็นห้องแบบ Twin Bed ซึ่งราคาห้องพักนี้มีตั้งแต่ 3,000 บาทไปจนถึง 7,000 กว่าบาทเลย มีห้องน้ำ ห้องอาบน้ำในตัว หรือใครอยากไปออนเซ็นก็มีบริการอยู่ที่ชั้น 2 ค่ะ

21:30 กลับโรงแรม

อาหารเช้าสามารถเลือกได้ระหว่างแพนเค้กผลไม้สดและปลาย่าง มีขนมปังให้ทานได้ไม่อั้น แยมสตรอว์เบอรี แยมมะม่วงหวานๆอมเปรี้ยวอร่อยมาก ส่วนอีกอันเป็นมะกอกหอมๆมันๆ ปิดท้ายด้วยชาหรือกาแฟ
นั่งๆกินอยู่ พนักงานที่มาเสิร์ฟก็พูดภาษาไทยใส่! พี่เขาเป็นคนไทยค่าาา

พี่เขาฝากบอกว่า “ผมเหงามาก…อยากให้คนไทยมาเที่ยวกันเยอะๆ เมืองนี้ไม่ค่อยมีคนไทยรู้จัก มาคุยกับผมหน่อยครับ ฮ่าๆ”

เว็บไซต์โรงแรม HOTEL LIMANI

http://www.limani.jp/LimaniEng/

วันรุ่งขึ้นเรานั่งรถ Shuttle Bus ของโรงแรมไปที่สถานีโอคุ จากนั้นก็ไปที่สถานีโอคายามะ แล้วจากสถานีโอคายามะ เราก็นั่งรถไฟชินคันเซ็นไปที่จังหวัดฟุกุโอกะ พักที่โรงแรมใกล้ๆสถานีฮากาตะในฟุกุโอกะ และเช้าวันถัดไปก็ขึ้นเครื่องจากสนามบินฟุกุโอกะกลับมาที่ กทม. ค่ะ  เป็นอันจบทริปตะลุยจังหวัดโอคายามะค่ะ
หวังว่าสถานที่ที่เราไปจะเป็นไอเดียให้เพื่อนๆได้ไม่มากก็น้อยนะคะ หากผิดพลาดประการใดต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาจนถึงตอนนี้ ขอบคุณมากๆค่ะ

มากดไลค์เพจ fromJapan กันเถอะ!

รู้หรือเปล่าว่าพวกเรามี official fanpage ด้วยนะ!

ถ้าไม่อยากพลาดเทรนด์ ข่าวสาร หรือกิจกรรมสนุกๆ ก็ต้องกดไลค์เพจเราแล้วล่ะ

Back To Top