10 ที่เที่ยวใน ‘จังหวัดนารา’ ที่ต้องไปโดนให้ได้สักครั้ง

ก.พ. 04, 2021

ไปเที่ยว ‘จังหวัดนารา’ กันเถอะ!

จังหวัดนารา แค่ได้ยินชื่อนี้ทุกคนก็คงนึกถึงเจ้ากวางน้อยที่อยู่ในสวนนารากันแล้วใช่ไหมล่ะ? แต่รู้หรือเปล่าว่านอกจากนาราจะอยู่ติดกับโอซาก้าและเกียวโตแล้ว จังหวัดนี้ก็ยังมีแหล่งท่องเที่ยวมากมายอย่างสวนญี่ปุ่นสวยๆ พิพิธภัณฑ์ต่างๆ หรือจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ รวมไปถึงวัดวาอาราม ศาลเจ้าที่ทั้งศักดิ์สิทธิ์และสวยงามด้วย

สำหรับคนที่มีแผนว่าจะไปโอซาก้าหรือเกียวโต เราขอแนะว่าให้ไปที่นาราด้วย เพราะนี่จะเป็นการเดินทางที่แสนสะดวกและใช้เวลาไม่นานนั่นเอง~

เกริ่นมาพอเป็นพิธีแบบนี้อาจจะยังไม่ทำให้คุณอยากอ่านต่อเท่าไหร่ งั้นเราจะขอรับบทเป็นคนเล่าประวัติคร่าวๆของจังหวัดนาราให้ทุกคนฟังเอง!

จังหวัดนาราตั้งอยู่บริเวณใจกลางฝั่งตะวันตกของเกาะฮอนชู เริ่มก่อตั้งขึ้นในช่วงกลางศตวรรษที่ 3 โดยมีเขตยามาโตะ (Yamato Precinct) เป็นศูนย์กลาง เดิมทีเมืองหลวงเก่าของนารานั้นตั้งขึ้นที่เขตอาสึกะ (Asuka Precinct) ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของที่ราบลุ่มนาราอันเป็นใจกลางการปกครองและเศรษฐกิจของญี่ปุ่นจนถึงช่วงต้นศตวรรษที่ 8 ก่อนที่เมืองหลวงจะย้ายไปยังเขตเฮโจเคียว (Heijokyo Precinct) ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองนาราในปัจจุบัน [1]

Yakushiji Temple

shikema / Shutterstock

ในปี 710 มีวัดและศาลเจ้ามากมายที่สร้างขึ้นภายใต้คำสั่งของราชวงศ์และขุนนางชั้นสูง จนทำให้สถานที่แห่งนี้กลายเป็นมหานครแห่งวัด นอกจากนี้ยังมี ไดบุทสึ (Daibutsu) หรือพระพุทธรูปหล่อทองแดงองค์ใหญ่ที่สุดในโลกเก็บรักษาไว้ใน ไดบุทสึเด็น (Daibutsuden) หรืออาคารไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

แน่นอนว่าที่จังหวัดนารายังมีวัดที่มีชื่อเสียงเรื่องสถาปัตยกรรมไม้อย่าง วัดยาคุชิจิ (Yakushiji Temple) ที่ก่อตั้งโดยภิกษุชาวจีนรูปหนึ่งนามว่า กันจิน (Ganjin) โดยท่านได้ธุดงค์มายังญี่ปุ่นด้วยความอุตสาหะเพื่อเผยแผ่พุทธศาสนา

ยิ่งไปกว่านั้นก็ยังมี วัดโฮริวจิ (Horyuji Temple) ที่ว่ากันว่าสร้างขึ้นตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 7 และเป็นที่รู้จักในฐานะพุทธศาสนสถานที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น อีกทั้งตัววัดเองยังถือเป็นสถาปัตยกรรมไม้ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกอีกด้วย ภายในอาคารของวัดโฮริวจิเต็มไปภาพวาดและรูปปั้นมากมาย แถมยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกด้วยนะ

Yoshinoyama

Alexandre Kerbellec / Mt. Yoshinoyama

สำหรับคนที่อยากมาที่นี่ก็สามารถมาได้ตลอดทั้งปี เพื่อชมทิวทัศน์แสนงามของภูเขาโยชิโนะ (Mt. Yoshino) ซึ่งเป็นจุดชมซากุระที่ดีที่สุดในญี่ปุ่น

10 amazing things to do in Nara, Japan!

และที่พลาดไม่ได้เลยสำหรับจังหวัดนี้ก็คือ สวนกวางนารา ซึ่งเต็มไปด้วยเหล่ากวางน้อยแสนน่ารักที่ได้รับการดูแลอย่างดีในฐานะผู้ส่งสารของพระเจ้า!

สารบัญ

สถานที่ท่องเที่ยวประจำจังหวัดนารา
    1. ศาลเจ้าคาสึกะ (Kasuga Taisha Shrine)
    2. ป่าดึกดำบรรพ์คาสึกะ (Mt. Kasuga’s Primeval Forest)
    3. สวนกวางนารา (Nara-Koen Park)
    4. วัดโทไดจิ (Todaiji Temple)
    5. สวนอิซุยเอ็น (Isuien Garden)
    6. ถนนชอปปิ้งฮิกาชิมุกิ (Higashimuki Shopping Street)
    7. วัดโคฟุคุจิ (Kofukuji Temple)
    8. ภูเขาคัตสึรางิ (Mt. Katsuragi)
    9. นารามาจิ (Naramachi)
    10. วัดโฮริวจิ (Horyuji Temple)
อาหารท้องถิ่นประจำจังหวัดนารา
    1. คาคิโนะฮะซูชิ (Kakinoha Sushi)
    2. มิวะโซเมง (Miwa Somen)
    3. นาราซึเกะ (Narazuke)
    4. คุซึโมจิ (Kuzu Mochi)
    5. ข้าวปั้นเมฮาริ (Mehari Rice Balls)

สถานที่ท่องเที่ยวประจำจังหวัดนารา

จังหวัดนารา เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่มีความสะดวกสบายต่อการเดินทาง เพราะมีพื้นที่ติดกับเกียวโตและโอซาก้า นอกจากนี้ยังสามารถเดินทางจากโตเกียวด้วยรถไฟ JR หรือ Highway Bus ก็ย่อมได้ และถ้าเราอยากเดินทางไปที่นาราก็สามารถดูรายละเอียดได้ตามนี้เลย

จากเกียวโตไปนารา

    • เดินทางด้วยรถไฟของ JR : เส้นทางตรงใช้เวลาประมาณ 45 นาที ราคา 710 เยน มีรถวิ่งทุกๆครึ่งชั่วโมงจากสถานีรถไฟ Kyoto Station กับ JR Nara Station สามารถใช้บัตร JR Pass ได้
    • เดินทางด้วยรถไฟเอกชน คินเท็ตสึ (Kintentsu) : มีทั้งที่ต่อรถและแบบวิ่งตรง ใช้เวลา 35 – 45 นาที ราคาตั้งแต่ 620 – 1,130 เยน มีรถไฟวิ่งทุกๆครึ่งชั่วโมง ถ้าเป็นแบบรถไฟด่วน ใช้เวลา 35 นาที ราคาจะอยู่ที่ 1,130 เยน วิ่งจากสถานี Kyoto Station ไปที่สถานี Kintetsu Nara Station หรือแบบรถไฟธรรมดาใช้เวลา 45 นาที ราคา 620 เยน  ทั้งนี้ไม่สามารถใช้บัตร JR Pass ได้

จากโอซาก้าไปนารา

    • เดินทางด้วยรถไฟ JR : รถไฟแบบด่วนวิ่งตรง ใช้เวลา 30 นาที ราคา 470 เยน จากสถานีเทนโนจิ (Tennoji) มีหลายขบวนต่อชั่วโมง หรือจะนั่งจากสถานี Shin-Osaka ไปที่ JR Nara Station ก็ได้เช่นกัน ใช้เวลา 45 นาที ราคา 800 เยน นอกจากนี้ยังสามารถใช้กับบัตร JR Pass ได้ด้วย
    • เดินทางด้วยรถไฟเอกชนคินเท็ตสึ (Kintetsu) : มี 2 แบบ คือ 1. รถด่วนจากสถานี Namba Station ไปที่สถานี Kintetsu Nara Station ใช้เวลา 30 นาที ราคา 1,070 เยน 2. รถไฟแบบธรรมดา ใช้เวลานานกว่านิดหน่อย แต่ราคาถูกกว่า 1 เท่าตัวเลย

จากโตเกียวไปนารา

    • เดินทางด้วยรถไฟ : จากโตเกียว ให้เดินทางรถไฟมาที่เมืองโอซาก้าหรือเกียวโตก่อน จากนั้นค่อยนั่งไปนาราอีกต่อหนึ่ง
    • เดินทางด้วยรถบัส : จากเมืองโตเกียว จะมีรถบัสวิ่งช่วงกลางคืนแล้วไปถึงนาราตอนเช้าทุกๆคืน คืนหนึ่งมีรถออกหลายช่วงเวลาใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 8 ชั่วโมง ราคารถบัสแบบธรรมดาอยู่ที่ 4,500 เยน ถ้าเป็นแบบพิเศษ 8,500 เยน [2]

ต่อจากนี้เราจะเริ่มเข้าสู่การขายของ เอ๊ย! การแนะนำสถานที่ที่น่าไปในจังหวัดนาราต่างหากล่ะ ^^ ตามมาดูกันเลยดีกว่าว่าจะมีที่ไหนน่าไปโดนบ้าง~

1. ศาลเจ้าคาสึกะ (Kasuga Taisha Shrine)

Front of Kasuga Taisha

Kasuga Taisha Shrine

เมื่อประมาณ 1,300 ปีที่แล้ว ทันทีที่เมืองหลวงเก่าก่อตั้งขึ้นในนารา ก็มีตำนานหนึ่งเล่าขานว่าเทพทาเคมิคาซึจิ (Takemikazuchi-no-mikoto) หรือเทพเจ้าแห่งสายฟ้า ได้สัญจรผ่านเส้นทางจากศาลเจ้าคาชิมะ จังหวัดอิบารากิ ไปยังภูเขามิคาสะ จังหวัดนารา ทำให้เส้นทางดังกล่าวที่แสนจะธรรมดากลายเป็นเส้นทางศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา แถมบนยอดเขาลูกนี้ยังเต็มไปด้วยต้นอุคิกุโมโนมิเนะ (Ukigumo-no-mine) หรือต้นเมเปิลญี่ปุ่น อันเป็นสัญลักษณ์แห่งความเจริญรุ่งเรืองและความผาสุขทั้งปวงของมนุษย์

พอเข้าสู่ยุคนาราอย่างจริงจัง (Tenpyo culture) จำนวนของศาสนสถานก็เพิ่มขึ้นไปด้วย ทั้งนี้ศาลเจ้าคาสึกะก็ได้รับการสร้าง ขยาย และต่อเติม จนมีหน้าตาเหมือนกับที่เห็นในปัจจุบัน ภายใต้คำสั่งของผู้นำทางการเมืองในตอนนั้น นั่นก็คือฟูจิวาระ โนะ นากาเตะ (Fujiwara-no-Nagate) นอกจากนี้เขายังได้อัญเชิญเทพเจ้าอีกหลายองค์มาประดิษฐานในสถานที่แห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นเทพฟุทสึนุชิ (Futsunushi-no-mikoto) จากศาลเจ้าคาโตริ จังหวัดชิบะ รวมไปถึงเทพอาเมโนะโกยาเนะ (Amenokoyane-no-mikoto) กับ เทพฮิเมะกามิ (Himegami) จากศาลเจ้าฮิราโอกะ จังหวัดโอซาก้า

นอกจากนี้ ศาลเจ้าคาสึกะยังเป็นสถานที่ที่จักรพรรดินีโชโตกุ (Empress Shotoku) ผู้ติดตามคนสำคัญของฟูจิวาระ โนะ นากาเตะ ใช้สำหรับออกบวชในสมัยนั้นด้วย [3]

Kasuga-taisha-shrine

Mith Huang / Kasuga Taisha

บริเวณห้องโถงของศาลเจ้าประกอบด้วยเสาสีแดงสว่างสดใส ตัดกับสีขาวสะอาดของกำแพงและหลังคาสีเขียวที่ทำจากไม้ของต้นฮินาโกะไซเปรส (Hinoki Cypress) บวกกับต้นไม้โบราณที่ปลูกอยู่รอบๆ ทำให้สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยความรู้สึกอันแสนสงบ

ประเด็นสำคัญอีกอย่างคือ ศาลเจ้าคาสึกะนั้นยังคงความงามตั้งแต่ตอนก่อตั้งครั้งแรกจนถึงปัจจุบัน ด้วยพิธีกรรมชิกิเน็นโซไต (Shikinen Zotai) ที่จะมีการบูรณะซ่อมแซมโครงสร้างที่สึกหรอของศาลเจ้าให้กลับมาสวยงามดังเดิม โดยพิธีกรรมดังกล่าวจะจัดขึ้นทุกๆ 20 ปีและมีธรรมเนียมปฏิบัติอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ยังมีความเชื่ออีกอย่างว่าการทำพิธีกรรมชิกิเน็นโซไตจะนำพาความสงบมาสู่สถานที่แห่งนี้

Inside Kasuga Taisha

ในเวลาต่อมา ศาลเจ้าคาสึกะแห่งนี้ก็มีชื่อเสียงจนเป็นที่รู้จักสำหรับคนทั่วไป เมื่อศาลเจ้าเสริมทั่วประเทศกว่า 3,000 แห่งร่วมกันบริจาคโคมไฟจำนวน 3,000 ดวง เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเลื่อมใส ศรัทธา และความศักดิ์สิทธิ์ของศาลเจ้าแห่งนี้นั่นเอง

ท้ายที่สุดแล้ว ในปี 1998 โบราณสถานของนาราอย่างศาลเจ้าคาสึกะ และป่าดึกดำบรรพ์คาสึกะก็ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก (UNESCO)

Part of Kasuga Taisha Shrine

Jim Thoburn / Kasuga Taisha Shrine

ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน เราจะเห็นนักท่องเที่ยวไปสักการะขอพรให้ชีวิตของพวกเขา รวมถึงโลกใบนี้มีแต่สันติภาพและความสงบสุข ถ้าเพื่อนๆคนไหนอยากจะปลีกวิเวกหรือกำลังตามหาความเงียบสงบอยู่นั้น ศาลเจ้าคาสึกะแห่งนี้ก็น่าไปโดนไม่น้อยเลยใช่ไหมล่ะ~

ข้อมูลเกี่ยวกับศาลเจ้าคาสึกะ (Kasuga Taisha Shrine)

วิธีเดินทาง
  • นั่งรถไฟ Kintetsu สาย Nara Line ไปลงที่สถานี Kintetsu Nara Station จากนั้นเดินไปอีกประมาณ 25 นาที
โทร
  • 0742-22-7788
แฟ็กซ์
  • 0742-27-2114
เวลาทำการ
  • 6:00 – 18:00 น. (เมษายน – กันยายน)
  • 6:30 – 17:00 น. (ตุลาคม – มีนาคม)
เว็บไซต์

 

Back To Index

2. ป่าดึกดำบรรพ์คาสึกะ (Mt. Kasuga’s Primeval Forest)

Mount Kasuga Primeval Forest

ไหนๆก็อุตส่าห์มาถึงศาลเจ้าคาสึกะแล้ว ลองเดินไปทางด้านหลังของศาลเจ้ากันหน่อยดีไหม เพราะเรามีสถานที่แห่งหนึ่งที่อยากให้ทุกคนเห็น นั่นก็คือป่าดึกดำบรรพ์ (Primenal Forest) อันสวยงามแห่งนี้นี่เอง!

Various-images / Shutterstock

ป่าที่มีอายุมากกว่า 1,100 ปีแห่งนี้คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ตามมุมมองแบบลัทธิชินโต กล่าวคือความเชื่อที่ว่าในสถานที่ตามแหล่งธรรมชาติจะมีเทพเจ้าสถิตอยู่ [4] แต่ในช่วงปลายศตวรรษที่ 9 เป็นต้นมา ที่นี่กลับกลายเป็นป่าต้องห้ามขึ้นมาซะอย่างนั้น นั่นเป็นเพราะปัญหาเรื่องการตัดไม้ทำลายป่า รวมไปถึงการล่าสัตว์ในยุคนั้น เขาจึงตัดปัญหาด้วยการไม่ให้ใครเข้าไปซะเลย

อย่างไรก็ตาม ในสมัยศักดินาของญี่ปุ่นที่ปกครองโดยโชกุนโทโยโตมิ ฮิเดโยชินั้น ได้มีการนำต้นซีดาร์จำนวน 10,000 ต้นมาปลูกเพื่อทดแทนในส่วนที่โดนตัดไปในช่วงศตวรรษที่ 16 [5]

上の祢宜道/春日大社(Kasuga-Taisha Shrine / Nara City)

masato_photo / Kasuga Primeval Forest

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือประมาณปี 1955 ป่าแห่งนี้ก็ได้กลับมาเปิดให้ตาสีตาสา ชาวบ้านตาดำๆเข้าไปเก็บผักป่าอีกครั้ง 555 ในฐานะของอุทยานแห่งชาติที่เต็มไปด้วยพืชและสัตว์หายากกว่า 800 ชนิด ไม่ว่าจะเป็นกระรอกบินแก้มขาว (white-cheeked flying squirrels) กบป่าสีเขียว (forest green tree frog) จั๊กจั่นฮิเมะฮารุ (hime-haru cicada) หรือจะเป็นซาลาแมนเดอร์ลายเมฆ (clouded salamander)

หลังจากนั้นอีกประมาณ 40 ปีให้หลัง ป่าดึกดำบรรพ์คาสึกะก็ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกร่วมกับศาลเจ้าคาสึกะ [6]

ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน ป่าคาสึกะแห่งนี้ได้กลายมาเป็นความฝันของนักเดินเขาหลายๆคนที่ตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องมาให้ได้สักครั้ง โดยเส้นทางเดินเขาที่เราอยากแนะนำนั้น เริ่มต้นจากศาลเจ้าคาสึกะ ผ่านป่าดึกดำบรรพ์ และไปสิ้นสุดที่โรงน้ำชาซึ่งตั้งอยู่บริเวณประตูทางทิศเหนือ

Myokengu shrine

Chris Gladis / Myokengu shrine

ถ้ามาช่วงฤดูใบไม้ร่วง เราจะเห็นเหล่าต้นเมเปิลที่ขึ้นเรียงรายตามทางพร้อมใจกันผลัดใบเป็นสีแดงด้วยล่ะ โดยจุดชมวิวที่อยากแนะนำคือศาลเจ้าเมียวเก็งงุ (Myokengu Shrine)

Kasuga Primeval Forest

Guilhem Vellut / Kasuga Primeval Forest

ด้วยความที่ว่าเป็นป่าดึกดำบรรพ์อายุนับพันปี เราก็จะเห็นสิ่งมีชีวิตยุคบุกเบิกอย่างมอสด้วย ดูความปุกปุยน่ารักของน้องมอสที่ขึ้นบนหลังคาตะเกียงหินนั่นสิ!

และหากโชคดี เราก็จะเห็นแรร์ไอเทมที่หาตัวจับยากมากอย่างเจ้าผีเสื้อที่มีปีกสีน้ำเงินสดใสด้วย เรียกได้ว่าเราสามารถดื่มด่ำไปกับธรรมชาติได้อย่างเต็มที่เลยจริงๆ

ข้อมูลเกี่ยวกับป่าดึกดำบรรพ์คาสึกะ (Mt. Kasuga’s Primeval Forest)

วิธีเดินทาง
  • นั่งรถประจำทาง Nara Kotsu (สาย Outer City Loop Line) จากสถานีรถไฟ JR Nara และสถานีรถไฟ Kintetsu-Nara ไปลงที่ป้าย Wariishi-cho และใช้เวลาเดินประมาณ 15 นาทีเพื่อไปยังจุดเริ่มต้นของเส้นทางเดินเขา Mt. Kasuga
โทร
  • 0742-22-0375
เว็บไซต์

 

Back To Index

3. สวนกวางนารา (Nara-Koen Park)

Deer at Nara-Koen Park

สวนกวางนาราก่อตั้งเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 1880 มีพื้นที่กว้างถึง 660 เฮกเตอร์ หรือ 6.6 ล้านตารางเมตร!

นอกจากจะห้อมล้อมด้วยสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่างวัดโทไดจิ (Todaiji Temple) วัดโคฟุคุจิ (Kohfukuji Temple) ศาลเจ้าคาสึกะ (Kasuga Taisha Shrine) พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมแห่งชาตินารา (Cultural Institutions of Nara National Museum) และโกดังสินค้าโชโซอิน (Shosoin Repository) แล้ว สวนกวางนารายังเต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียวที่เกิดจากต้นไม้หลากสายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นต้นเชอร์รี่ ต้นเมเปิล ต้นซีดาร์ขาว และอื่นๆอีกมากมาย เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่สวยงามจนหาตัวจับได้ยากเลยทีเดียว [7]

และที่ขาดไปไม่ได้เลยก็คือ การไปเล่นกับเจ้ากวางน้อยนั่นเอง!

เป็นที่รู้กันดีว่าสวนกวางนาราแห่งนี้มีกวางซิก้า (Sika deer) ที่สามารถเดินไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระ แถมยังมีมากถึง 1,200 ตัวเลยทีเดียว แต่หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมเจ้ากวางพวกนี้ถึงมีความสำคัญจนกลายเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดนาราได้ ดังนั้นเราจะเล่าถึงความเป็นมาของเรื่องนี้ให้ทุกคนฟังเอง

ย้อนเวลากลับไปเมื่อประมาณต้นศตวรรษที่ 8 ซึ่งเมืองหลวงถาวรแห่งแรกของญี่ปุ่นได้ถือกำเนิดขึ้นที่นารา [8]  ได้มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น คือผู้ครองเมืองมีความคิดที่จะย้ายเทวรูปที่อยู่ในศาลเจ้าคาชิมะ จังหวัดอิบารากิไปประดิษฐานที่ภูเขาคาสึกะ จังหวัดนารา เพื่อนำไปประกอบพิธีบวงสรวงเทพเจ้า และในจังหวะที่กำลังเดินทางอยู่นั้น เทพทาเคมิคาซึจิซึ่งเป็นเทพแห่งสายฟ้าก็ได้ปรากฏกายขึ้นอย่างกะทันหันโดยขี่กวางผ่านมา [9]

ด้วยเหตุนี้เอง กวางจึงกลายเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ และมีความสำคัญในฐานะที่เป็นผู้ส่งสารของพระเจ้า ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงปลายศตวรรษที่ 15 หรือสมัยมุโรมาจิ ได้มีกฎหมายข้อหนึ่งบัญญัติว่า หากผู้ใดฆ่ากวางโดยเจตนาหรือไม่ได้ตั้งใจ จะต้องรับโทษประหารชีวิตทันที แต่กฎดังกล่าวก็ยกเลิกไปเมื่อประมาณกลางศตวรรษที่ 17 พอเข้าสู่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้มีการลดความสำคัญของกวางในฐานะสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ลง ให้กลายเป็นเพียงสมบัติแห่งชาติ [10]

สำหรับคนที่อยากไปเล่นกับเจ้ากวางน้อย ก็อย่าลืมล่ะว่ากวางทุกตัวล้วนเป็นกวางป่า แน่นอนว่าแม้จะหน้าตาน่ารักแสนรู้ แต่น้องก็มีความดุอยู่นะ เวลาเล่นกับน้องก็ระมัดระวังด้วยล่ะ เรื่องอะไรที่แผลงๆก็อย่าได้หาทำเชียว

แต่ทั้งนี้เหล่าบรรดากวางน้อยที่นาราก็คุ้นเคยกับพวกเราชาวมนุษย์เป็นอย่างดี ดังนั้นเรื่องที่เราควรระวังอีกอย่างคือห้ามให้อาหารอื่นนอกจากแครกเกอร์ข้าวกับน้องเด็ดขาดเลย เพราะอาจจะทำให้น้องป่วยได้ และที่เลวร้ายที่สุดคืออาจทำให้น้องตายได้ T^T

นอกจากนี้เราก็มีคำแนะนำในการเล่นกับเจ้ากวางน้อยมาบอกทุกคนด้วยจ๊ะ

    1. ห้ามตี, ไล่ หรือใช้ความรุนแรงใดๆกับน้อง
    2. หากนำเด็กเล็กมาด้วย ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจโดนน้องกวางทำร้ายได้
    3. ห้ามให้อาหารกับน้องเด็ดขาด แต่สามารถให้แครกเกอร์ข้าวกับน้องได้ มีร้านแผงลอยขายอยู่แถวนั้นค่ะ
    4. เวลาให้อาหารน้อง ห้ามแกล้งน้องเด็ดขาด ทำตัวยึกยักไม่ยอมให้น้องกินสักทีเนี่ย ระวังโดนน้องโกรธนะ
    5. ห้ามทิ้งขยะเรี่ยราดเด็ดขาด เพราะน้องอาจจะกินขยะเหล่านี้จนกลายเป็นสาเหตุของการป่วยได้ [11]

Walking with little deer at Nara-Koen Park

ส่วนกิจกรรมที่เราอยากแนะนำให้ทุกคนไปทำกันก็คือ การแต่งชุดกิโมโนไปเดินเล่นกับเจ้ากวางนั่นเอง

ข้อมูลเกี่ยวกับสวนกวางนารา (Nara-Koen Park)

วิธีเดินทาง
  • เดินจากสถานีรถไฟ Kintetsu Nara Station โดยใช้เวลาประมาณ 5 นาที และเดินจากสถานีรถไฟ JR Nara Station โดยใช้เวลาประมาณ 20 นาที
เว็บไซต์

 

Back To Index

4. วัดโทไดจิ (Todaiji Temple)

Todaiji Temple

พระพุทธรูปหล่อองค์ใหญ่ที่สุดในโลกจะอยู่ที่ไหนไปไม่ได้เลย นอกจากวัดโทไดจิแห่งนี้นี่เอง!

วัดโทไดจิ (東大寺, มหาวิหารตะวันออก) เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่มีชื่อเสียงและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ อีกทั้งยังเป็นจุดแลนด์มาร์กที่สำคัญของ ‘จังหวัดนารา’ แน่นอนว่าถ้ามานาราแล้วไม่ได้ไปวัดโทไดจิก็เท่ากับมาไม่ถึงนะ

เนื่องด้วยเราเกริ่นไว้ว่าที่นี่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ก็คงจะเล่าข้ามที่นี่ไปไม่ได้แน่ๆล่ะ งั้นเรามาทำความรู้จักกับวัดโทไดจิไปพร้อมๆกันเลยดีกว่า

วัดโทไดจิ เริ่มสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยเทมเปียว (Tenpyo) หรือประมาณช่วงศตวรรษที่ 8 ภายใต้คำสั่งของจักรพรรดิโชมุ แต่ก่อนที่จะมีวัดโทไดจิมาให้เราเห็นจนถึงปัจจุบันนั้น จักรพรรดิโชมุได้สร้างหมู่วัดคินโซเซ็นจิ (Kinshosen-ji complex) ขึ้นเพื่อรำลึกถึงเจ้าชายโมโตอิผู้ล่วงลับหลังจากลืมตาดูโลกนี้ได้เพียง 1 ปี

และในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง เหตุการณ์สำคัญที่ควรกล่าวถึงคงไม่หนีพ้นประเด็นเรื่องความอดอยากของประชาชนเนื่องมาจากการขาดแคลนผลผลิตทางเกษตรอย่างแน่นอน มิหนำซ้ำไข้ทรพิษก็ยังระบาดไปทั่วถ้วนด้วย จักรพรรดิโชมุจึงมีคำสั่งให้สร้างวัดตามรอบเมือง เพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยปัดเป่าเพศภัยให้พ้นไป (ก็ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ยังไปไม่ถึงยุคนั้นเนอะ เขาคงจะต้องพึ่งความมูเตลูไปก่อนล่ะนะทุกคน 555)

ด้วยคำสั่งดังกล่าว การก่อสร้างวัดโทไดจิจึงได้เริ่มต้นขึ้น แต่หลังจากนั้นไม่นานนักก็เกิดเหตุการณ์ก่อกบฏขึ้นโดย ฟุจิวาระ โนะ ฮิโรสึกุ (Fujiwara no Hirotsugu) จึงทำให้เสถียรภาพทางการเมืองย่ำแย่จนถึงกับต้องย้ายเมืองหลวงไป 4 ครั้งเลยทีเดียว [12]  ในขณะเดียวกันคำสั่งสร้างวัดก็ลดลงด้วย ซึ่งความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนเองก็คิดว่าเหตุก่อกบฏครั้งนี้อาจเป็นเพราะรัฐเรียกเก็บส่วย(ที่มากเกินความจำเป็น)จากประชาชนเพื่อเอาไปสร้างวัดนี่แหละ

Corentin-Damas / Shutterstock

ไม่ว่าตอนนั้นจะเกิดอะไรขึ้น แต่เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเพราะเหตุการณ์เดียวกันนี้เอง เราจึงมีโอกาสได้เห็นความยิ่งใหญ่ของสถาปัตยกรรมโบราณแห่งนี้ โดยเฉพาะห้องโถงของวัดที่เรียกกันว่า ไดบุทสึเด็น (Daibutsuden) ที่ได้รับการบันทึกว่าเป็นอาคารไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แม้ว่าที่พวกเราเห็นอยู่จะมีขนาดเพียง 7 ใน 10 จากของเดิมเท่านั้น เพราะก่อนหน้านั้น อาคารแห่งนี้ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ไฟไหม้และแผ่นดินไหว ในช่วงปลายศตวรรษที่ 17 จึงมีการบูรณะขึ้นมาใหม่เพื่อรักษาสภาพให้เหมือนเดิม

The Great Buddha at Todaiji Temple

และอาคารไดบุทสึเด็นแห่งนี้ก็เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปหล่อทองแดงองค์ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง ไดบุทสึ ( Daibutsu / หลวงพ่อโต) อันเป็นพระปฏิมาแทนองค์พระไวโรจนพุทธเจ้าด้วย ซึ่งพระพุทธรูปที่ว่านี้มีความสูงถึง 15 เมตรเลยทีเดียว

Surachet-Jo / Shutterstock

แน่นอนว่าสิ่งที่น่าสนใจคงจะไม่ได้มีแค่ไดบุทสึ เพราะเสาเคลือบสีชาดขนาดใหญ่ที่มีรูโบ๋ตรงฐานเสานั้น คงทำให้เราสะดุดตาได้ไม่ยากเลยใช่ไหมล่ะ? ว่ากันว่าถ้าใครสามารถลอดรูที่ปรากฎบนเสาดังกล่าวได้ ก็จะสามารถตรัสรู้เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานได้ในชาติหน้า! [13] แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่ารูมันเล็กอยู่นะ เด็กน้อยและคนตัวเล็กอาจจะลอดได้สบาย แต่ถ้าเป็นคนตัวใหญ่อาจจะต้องพยายามหน่อยเน้อ

Unique-Shutter / Shutterstock

นอกจากนี้ก็ยังมีไฮไลต์ที่ประตูไม้ขนาดใหญ่อย่าง นันไดมง (Nandaimon Gate) ซึ่งมีรูปปั้นยักษ์เฝ้าประตู (Nio Guardian King) อยู่ด้วยนะ

VICHAILAO / Shutterstock

ถ้าเดินเที่ยวในวัดจนไม่มีอะไรที่อยากดูแล้ว ลองออกไปซื้อแครกเกอร์ข้าวให้น้องกวางที่ชอบเดินไปมาหน้าวัดก็เป็นทางเลือกที่ดีนะ

หมายเหตุ : วัดโทไดจิเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ได้รับการจดทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโกในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือประมาณกลางศตวรรษที่ 20

ข้อมูลเกี่ยวกับวัดโทไดจิ (Todaiji Temple)

วิธีเดินทาง
  • เดินจากสถานีรถไฟ Kintetsu Nara Station โดยใช้เวลาประมาณ 20 นาที
โทร
  • 0742-22-5511
เวลาทำการ
  • 7:30 – 17:30 น. (เมษายน – ตุลาคม)
  • 8:00 – 16:30 น. (พฤศจิกายน – มีนาคม)
ค่าเข้าชม
  • 500 เยน สำหรับการเข้าชมพระพุทธรูปหลวงพ่อโต
เว็บไซต์

 

Back To Index

5. สวนอิซุยเอ็น (Isuien Garden)

GagliardiPhotography / Shutterstock

มารู้จักสถานที่ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่นอีกแห่งหนึ่ง อย่างสวนอิซุยเอ็นกันเถอะ!

รู้หมือไร่?… (หลายๆคนที่ทันมุกคงแก้ได้ทันทีว่า รู้หรือไม่! 555) ว่าทิวทัศน์ของสวนอิซุยเอ็นนั้นสวยงามมากเสียจนได้รับการดูแลโดยรัฐบาลแห่งชาติ ภายใต้กฎหมายคุ้มครองสิทธิ์ทางวัฒนธรรม

สวนอิซุนเอ็นแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้กับวัดโทไดจิ ประกอบด้วย 2 ส่วน คือสวนด้านหน้า (Front Garden) ที่สร้างแบบสวนยุคเอโดะ และสวนด้านหลัง (Back Garden) ที่สร้างแบบสวนยุคเมจิ โดยนักท่องเที่ยวที่มาเยือนสถานที่แห่งนี้จะได้สัมผัสกับบรรยากาศของสวนแต่ละแบบที่มีเสน่ห์แตกต่างกัน [14]

Various-images / Shutterstock

สำหรับกิจกรรมที่เราอยากให้ลองกันก็คือ การนั่งดื่มชาเขียวไปพลาง ชมวิวไปพลางนั่นเอง เพราะนอกจากสวนสวยๆแล้ว ที่นี่ยังมีบ้านน้ำชาอีกด้วย โดยเฉพาะสายคาเฟ่ที่เบื่อคาเฟ่แล้ว หรือสายเที่ยวเนือยๆอย่างผู้เขียนเองเนี่ย เป็นกลุ่มบุคคลที่เหมาะกับความนิ่งสงบของสวนอิซุยเอ็นที่สุดเลยล่ะ

ข้อมูลเกี่ยวกับสวนอิซุยเอ็น (Isuien Garden)

วิธีเดินทาง
  • เดินจากสถานีรถไฟ Kintetsu Nara Station โดยใช้เวลาประมาณ 15 นาที
เวลาทำการ
  • 9:30 – 16:30 น. (ประตูเปิดถึงเวลา 16:00 น.)
ค่าเข้าชม
  • 650 เยน
เว็บไซต์

 

Back To Index

6. ถนนชอปปิ้งฮิกาชิมุกิ (Higashimuki Shopping Street)

Tang-Yan-Song / Shutterstock

ถนนฮิกาชิมุกิคือย่านชอปปิ้งยอดนิยมของจังหวัดนารา สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยสินค้าและของฝากมากมายให้เราจับจ่ายกันอย่างเพลินใจ

Photographer253 / Shutterstock

ทั้งนี้คำว่าฮิกาชิมุกิ (Higashimuki) นั้นมีความหมายว่า หันหน้าไปทางทิศตะวันออก (East-faced) และที่มาของชื่อนี้ก็มาจากช่วงศตวรรษที่ 8 หรือยุคสมัยนารา ซึ่งได้มีการก่อสร้างวัดโคฟุคุจิขึ้นที่ทางตะวันออกของตัวเมือง ภายใต้คำสั่งของตระกูลฟุจิวาระซึ่งเป็นตระกูลที่เรืองอำนาจมากในตอนนั้น นอกจากนี้ยังมีธรรมเนียมปฏิบัติอีกข้อหนึ่งที่น่าสนใจของยุคนั้นก็คือ สิ่งก่อสร้างทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือน ร้านค้า หรือโรงน้ำชา จะต้องสร้างโดยหันหน้าไปทางตำแหน่งที่ตั้งของวัดโคฟุคุจิ [15]

แน่นอนว่าความบันเทิงก็จะเกิดขึ้นตามมา เพราะอาคารบ้านเรือนในละแวกนี้ต่างก็หันหน้าสู่ทางทิศตะวันออก อันเป็นที่ตั้งของวัดโคฟุคุจิทั้งหมด ผู้คนจึงเรียกชื่อย่านนี้ว่า Higashimuki มาจนถึงปัจจุบัน

Higashimuki Shopping Street

2p2play / Shutterstock

เกริ่นสตอรี่มาพอควร เราไปเดินช้อปชิลล์ๆกันดีกว่า อยากบอกว่านอกจากของฝากประจำท้องถิ่นสไตล์ Nara only แล้ว ก็ยังมีสินค้าเบ็ดเตล็ด รวมทั้งของกระจุกกระจิกเยอะแยะเลย แบบนี้คงต้องเตรียมกระเป๋าเงินให้แน่นๆหน่อยแล้วล่ะ ><!

ข้อมูลเกี่ยวกับถนนชอปปิ้งฮิกาชิมุกิ (Higashimuki Shopping Street)

วิธีเดินทาง
  • เดินจากสถานีรถไฟ Kintetsu Nara Station โดยใช้เวลาประมาณ 2 นาที
เวลาทำการ
  • ขึ้นอยู่กับร้านค้าแต่ละแห่ง
เว็บไซต์

 

Back To Index

7. วัดโคฟุคุจิ (Kofukuji Temple)

วัดโคโฟคุจิ เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ถ้าไม่ไปก็เท่ากับว่ามาไม่ถึงนารา!

เพราะนอกจากวัดโคฟุคุจิแห่งนี้จะหนึ่งในวัดที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นแล้ว (เนื่องด้วยมีอายุถึง 1,300 ปีเลยทีเดียว) วัดแห่งนี้ก็ยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโกด้วย [16]

หากกล่าวถึงความเป็นมาของวัดแห่งนี้ เราคงต้องย้อนเวลากลับไปยังอดีตในช่วงสมัยนาราและเฮอัน ซึ่งเป็นช่วงที่มีการก่อสร้างวัดโคฟุคุจิขึ้นภายใต้คำสั่งของตระกูลขุนนางที่เรืองอำนาจมากที่สุดในตอนนั้น ซึ่งก็คือตระกูลฟุจิวาระนั่นเอง โดยวัดแห่งนี้สร้างเสร็จในปี 710 เป็นเวลาที่ประจวบเหมาะพอดีกับการสร้างเมืองหลวงเสร็จเช่นกัน

หากถามว่าในตอนนั้นตระกูลฟูจิวาระมีอำนาจมากแค่ไหน เราก็สามารถตอบทุกคนได้จากจำนวนอาคารภายในวัดที่คนตระกูลนี้สั่งให้สร้างถึง 150 หลัง! คิดดูสิว่าจะต้องใหญ่แค่ไหนถึงจะทำอะไรแบบนี้ได้

Sanga-Park / Shutterstock

พอเดินเข้ามายังตัววัดโคฟุคุจิแล้ว เราก็จะเห็นสถาปัตยกรรมไม้ที่สวยงามอย่างเจดีย์ 5 ชั้น (Fived-Storied Pagoda) และถ้าใครชอบงานปฏิมากรรมพระพุทธรูปต่างๆ เราแนะนำว่าไม่ควรพลาดที่ Eastern Golden Hall กับ Kofukuji National Treasure Museum เลยนะ เพราะที่นั่นจะมีการจัดแสดงพระพุทธรูปที่มีชื่อเสียง ส่วนสถาปัตยกรรมที่เราชอบเป็นการส่วนตัวเลยจริงๆก็คือความสวยงามของ Octagonal Halls ที่เป็นอาคารทรงแปดเหลี่ยมสุดคลาสสิกนั่นเอง [17]

ข้อมูลเกี่ยวกับวัดโคฟุคุจิ (Kofukuji Temple)

วิธีเดินทาง
  • จากสถานีรถไฟ JR Nara station ใช้เวลาเดินไปทางทิศตะวันออก บนถนน Sanjodori Street ประมาณ 15 นาที และ จาก Kintetsu Nara station ใช้เวลาเดินไปทางทิศตะวันออกบนถนน Noborioji ประมาณ 5 นาที
เบอร์
  • 0742-22-7755
เวลาทำการ
  • 09:00 – 17:00 น.
ค่าเข้าชม
  • Kofukuji National Treasure Hall : 700 เยน
  • Eastern Golden Hall : 300 เยน
  • Kofukuji National Treasure Hall และ Eastern Golden Hall : 900 เยน
  • Central Golden Hall : 500 เยน
เว็บไซต์

 

Back To Index

8. ภูเขาคัตสึรางิ (Mt. Katsuragi)

หลังจากที่เอาใจสายเที่ยวจอมเนิร์ดกันมาพอกรุบกริบ มาเอาใจสายรักธรรมชาติบ้างดีกว่าเนอะ 555

รู้หรือไม่ว่าในเดือนพฤษภาคมของทุกปีที่ภูเขาคัตสึรางิ ดอกอาเซเลียนับพันจะพร้อมใจกันผลิบานจนเต็มทุ่ง ราวกับมีใครมาคลุมผ้าสีแดงสลับชมพูสดผืนใหญ่ลงบนยอดเขาแห่งนี้เลยล่ะ

สีของท้องฟ้าที่ตัดกับสีเขียวของต้นไม้ใบหญ้าและสีแดงของดอกอาเซเลีย เป็นทัศนียภาพที่งามตาจนหาตัวจับยากเลยทีเดียว ภูเขาคัตสึรางิจึงเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ช่างภาพและนักปีนเขาหลายคนอยากมาให้ได้สักครั้ง

สำหรับวิธีขึ้นมาบนยอดเขาแห่งนี้ เราจะต้องขึ้นกระเช้าจาก The Base Ropeway แต่ถ้าใครอยากจะปีนเขาขึ้นมาเองก็สามารถทำได้โดยเริ่มปีนจากจุดขึ้นกระเช้า ทั้งนี้ไม่ว่าจะปีนเขาหรือขึ้นกระเช้าต่างก็ใช้เวลาเกือบเท่ากัน ซึ่งก็คือ 90 นาที

ถ้าเพื่อนๆคนไหนอยากเปลี่ยนบรรยากาศจากการเที่ยวชมเมืองเก่า มาเป็นการดื่มด่ำกับธรรมชาติและวิวทิวทัศน์อันสวยงาม ภูเขาคัตสึรางิก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ตอบโจทย์คุณได้เป็นอย่างมาก [18]

ข้อมูลเกี่ยวกับภูเขาคัตสึรางิ (Mt. Katsuragi)

วิธีเดินทาง
  • นั่งรถบัสจาก Kintetsu Gose Station มาลงที่ป้าย Tozanguchi station โดยใช้เวลา 15 – 20 นาที จากนั้นให้ขึ้นกระเช้าลอยฟ้าจาก The Ropeway Base Station มายังบนเขา
เว็บไซต์

 

Back To Index

9. นารามาจิ (Naramachi)

Naramachi

Magdanatka / Shutterstock

เชื่อว่าคงมีใครหลายๆคนที่อยากลองย้อนกลับไปยังอดีต ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม หนึ่งในนั้นคงเป็นความอยากรู้ว่าคนสมัยก่อนใช้ชีวิตยังไง หรือบ้านเมืองสมัยนั้นเป็นแบบไหน

แต่การย้อนเวลานั้นคงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ถ้างั้นสถานที่ที่ทำให้เรารู้สึกว่าได้ย้อนเวลากลับไปในอดีตล่ะ จะมีบ้างไหมนะ?

เราว่าย่านนารามาจิเนี่ยแหละ ตอบโจทย์ได้ดีที่สุดเลย!

สถานที่แห่งนี้จะทำให้คุณหลงเสน่ห์ไปกับบรรยากาศย้อนยุคที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายความน่าค้นหาอย่างแน่นอน

RedCap / Shutterstock

หากเดินไปตามถนนสายเล็ก เราจะเห็นอาคารดั้งเดิมตามแบบฉบับนาราปลูกเรียงรายไปตลอดทาง อีกทั้งยังเป็นย่านการค้าที่คึกคักมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 [19]

Various-images / Shutterstock

แม้ว่าช่วงศตวรรศที่ 15 พื้นที่แห่งนี้จะเคยเป็นส่วนหนึ่งของวัดกังโกจิ (Gangoji Temple) [20] แต่ในปัจจุบันนารามาจิคือย่านชอปปิ้งที่น่ามาเดินเล่นกินลมชมวิวสุดๆ เพราะไม่ว่าจะเป็นคาเฟ่ ร้านเบเกอรี ร้านอาหาร หรือร้านเสื้อผ้า ก็ล้วนคุมโทนวินเทจกันทั้งนั้นเลย

Opasbbb / Shutterstock

Opasbbb / Shutterstock

ไหนๆก็มาถึงนารามาจิแล้ว แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน ลองไปตามสถานที่ที่เราแนะนำด้านล่างนี้เลยก็ได้นะ [21]

    • วัดกังโกจิ (Gangoji Temple) >>> วัดที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น!
    • Koshi-no-Ie Residence / Naramachi Lattic House >>> อาคารแบบดั้งเดิมและเป็นจุดชมวิวที่ดีมาก
    • Nara Craft Museum / Nara Kogeikan >>> สถานที่จัดแสดงงานคราฟต์
    • Naramachi Shiryokan >>> สถานที่จัดแสดงสิ่งประดิษฐ์พื้นเมืองของนารา

ข้อมูลเกี่ยวกับนารามาจิ (Naramachi)

วิธีเดินทาง
    • จากสถานีรถไฟ Kintetsu Nara Station สามารถเดินไปโดยใช้เวลาประมาณ 15 นาที
    • จากสถานีรถไฟ JR Nara Station สามารถเดินไปโดยใช้เวลาประมาณ 20 นาที
    • นั่งรถบัสสาย 5 หรือ 6 ไปลงที่ Naramachi
เวลาทำการ
    • Gangoji Temple : เปิดทุกวัน เวลา 9:00 – 17:00 น. (ปิดขายตั๋วเวลา 16:30 น.)
    • Koshi-no-Ie Residence / Naramachi Lattic House : เปิดทุกวันเวลา 9:00 – 17:00 น. (หรือปิดวันอังคารหากวันจันทร์เป็นวันหยุดประจำชาติ หรือช่วง 26 ธันวาคม – มกราคม )
    • Nara Craft Museum / Nara Kogeikan : เปิดทำการเวลา 10:00 – 18:00 น. (ให้เข้าจนถึงเวลา 17:30 น.) / ปิดทุกวันจันทร์หรือวันอังคาร หากวันจันทร์เป็นวันหยุดประจำชาติ และช่วง 26 ธันวาคม – มกราคม และระหว่างจัดนิทรรศการ)
    • Naramachi Shiryokan : เปิดทุกวันเวลา 10:00 – 16:00 น.
    • Imanishike Shoin Residence : เปิดทำการเวลา 10:00 – 16:00 น. (ให้เข้าจนถึงเวลา 15:30 น.) / ปิดทุกวันจันทร์, วันหยุดฤดูร้อน, วันหยุดฤดูหนาว
ค่าเข้าชม
    • Gangoji Temple : 500 เยน
    • Koshi-no-Ie Residence / Naramachi Lattic House : ฟรี
    • Nara Craft Museum / Nara Kogeikan : ฟรี
    • Naramachi Shiryokan : ฟรี
    • Imanishike Shoin Residence : 350 เยน
เว็บไซต์

 

Back To Index

10. วัดโฮริวจิ (Horyuji Temple)

RPBaiao / Shutterstock

และอีกหนึ่งสถานที่ที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ถึง 1,400 ปี [22] ซึ่งทุกคนต้องไปกันให้ได้ก็คือ วัดโฮริวจิ!!

สำหรับการก่อสร้างวัดโฮริวจิครั้งแรกนั้น เริ่มจากความต้องการของเจ้าชายโชโตกุที่อยากจะสนับสนุนการเผยแพร่ศาสนาพุทธในญี่ปุ่น องค์ชายจึงต้องการสร้างวัดแห่งนี้ขึ้นเพื่อเป็นสถานที่ศึกษาศาสนา เดิมทีแล้ววัดโฮริวจิเคยมีชื่อว่า วาคาคุสะเดระ (Wakakusadera) และสร้างเสร็จครั้งแรกเมื่อปี 607 [23]

เนื่องด้วยวัดโฮริวจิแห่งนี้เต็มไปด้วยอาคารไม้โบราณที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในโลก ทางยูเนสโกจึงได้กำหนดให้วัดแห่งนี้เป็นมรดกโลกในปี 1993 [24]

บริเวณที่กว้างขวางของวัดโฮริวจินั้นแบ่งออกเป็น 2 เขตคือ เขตตะวันตกและเขตตะวันออก โดยทั้งสองเขตก็มีสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

อย่างเขตตะวันตกของวัดก็จะมีเจดีย์ 5 ชั้นที่เชื่อกันว่าสร้างมาตั้งแต่ยุคอาสึกะ หรือประมาณช่วงกลางศตวรรษที่ 6 ถึงต้นศตวรรษที่ 8 แถมยังเป็นสิ่งก่อสร้างแห่งหนึ่งที่ผ่านกาลเวลามาได้โดยรอดพ้นจากทุกภัยพิบัติอีกด้วย! อย่างไรก็ตามสิ่งก่อสร้างที่ว่านี้ก็ผ่านการบูรณะมาแล้วหลายครั้งเช่นกัน เพื่อคงสภาพให้สมบูรณ์ดังที่เห็นในปัจจุบัน

ส่วนเขตตะวันออกก็จะมีสถาปัตยกรรมไม้ทรงแปดเหลี่ยมอย่าง ยูเมะโดโนะ (Yumedono) ที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับเจ้าชายโชโตกุ นอกจากนี้ยังเป็นที่จัดแสดงของงานปฏิมากรรมรูปปั้นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปฏิมากรรมแทนเจ้าชายโชโตกุ พระพุทธเจ้า หรือพระสงฆ์

74587-Nara

xiquinhosilva / Chuguji Temple

และอีกหนึ่งสถานที่ที่ไม่ควรพลาดหากมาที่วัดโฮริวจิก็คือ วัดชูกุจิ (Chuguji Temple) ซึ่งเป็นวัดที่สร้างแยกจากวัดใหญ่ โดยที่นี่มีชื่อเสียงในหมู่ผู้ศรัทธาในศาสนาพุทธของญี่ปุ่น โดยภายในวัดนี้จะมีพระพุทธรูปแกะสลักปางสมาธิด้วย [25]

ข้อมูลเกี่ยวกับวัดโฮริวจิ (Horyuji Temple)

วิธีเดินทาง
  • นั่งรถไฟ JR จากสถานี Nara มาลงที่สถานี Horyuji Station โดยใช้เวลา 12 นาที และเดินต่อจากสถานีไปยังวัดโฮเรียวจิโดยใช้เวลาประมาณ 20 นาที
โทร
  • 0745-75-2555
เวลาทำการ
  • เปิดทุกวัน เวลา 8:00 – 17:00 น.
  • เฉพาะเดือนพฤศจิกายน – กุมภาพันธ์ : เปิดทำการเวลา 8:00 – 16:30 น.
ค่าเข้าชม
  • 1,000 เยน
เว็บไซต์

 

Back To Index

อาหารท้องถิ่นประจำจังหวัดนารา

สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กับโบราณสถานหรือเมืองเก่าแก่ในจังหวัดนารา คงไม่พ้นความอร่อยของอาหารท้องถิ่นของนาราอย่างแน่นอน ว่าแต่จะมีอะไรบ้าง เราตามมาดูกันเลยดีกว่า~

1. คาคิโนะฮะซูชิ (Kakinoha Sushi)

Kakinoha sushi in Nara

หลายคนอาจจะสงสัยว่าคาคิโนะฮะซูชิแตกต่างจากซูชิแบบอื่นยังไง?

ก่อนที่จะมาตอบคำถามนี้ เราลองมาคิดถึงการถนอมอาหารกันเถอะ อย่างที่ทุกคนรู้กันว่าซูชิก็เป็นอีกหนึ่งเมนูที่เราควรกินให้หมดภายในวันที่ทำเสร็จ หรือถ้าจะเก็บไว้กินวันหลังก็ควรแช่เย็นให้ดี เพื่อรักษาความอร่อยและความสดของปลาทะเล

แต่คาคิโนะฮะซูชิล้ำไปกว่านั้นจ๊ะ เพราะเป็นซูชิที่สามารถเก็บไว้ได้หลายวัน แถมไม่ต้องแช่เย็นด้วย! และความลับของการถนอมอาหารที่เสียง่ายอย่างซูชิก็คงหนีไม่พ้นเจ้าใบไม้ปริศนาที่เห็นดังภาพ นั่นก็คือใบลูกพลับนี่เอง

ส่วนสาเหตุที่ทำให้อาหารเสียนั้น คิดว่าทุกคนคงทราบกันดีว่านอกจากอุณหภูมิแล้วก็ยังมีแบคทีเรียอีกด้วย

จากงานวิจัยของ BioMed Research International กล่าวว่าสารฟีนอลิก (phenolic compound) ที่อยู่ในใบลูกพลับเป็นสารแอนติแบคทีเรียชนิดหนึ่ง (Antibacterial) [26] เราจึงสามารถปกป้องเจ้าซูชิน้อยให้พ้นมือวายร้ายอย่างแบคทีเรียได้ เพียงแค่ใช้ใบลูกพลับห่อนั่นเอง ถือเป็นภูมิปัญญาของคนสมัยก่อนเลยนะเนี่ย

นอกจากคาคิโนะฮะซูชิจะเก็บได้นานแล้ว อาหารชนิดนี้ก็ยังคงความสดใหม่เอาไว้ด้วย ถ้าเพื่อนๆมีโอกาสได้ไปนารา ลองไปหาชิมกันดูนะ!

Back To Index

2. มิวะโซเมง (Miwa Somen)

Miwa Somen in Nara

มิวะโซเมงเป็นเมนูต้นตำรับของเมืองมิวะ จังหวัดนารา ด้วยมิวะนั้นเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงเรื่องคุณภาพของน้ำเพราะมีต้นน้ำที่ดีอย่างภูเขามิวะ (Mt. Miwa) จึงทำให้ชาวเมืองได้บริโภคน้ำที่สะอาดและบริสุทธิ์ทุกวัน

สำหรับการทำเส้นมิวะโซเมง ก็จะต้องมีส่วนผสมอย่างแป้ง เกลือ และน้ำจากภูเขามิวะ รสชาติอ่อนๆอันแสนกลมกล่อม บวกกับเส้นโซเมงบางๆนี้ นับว่าเป็นความอร่อยที่ดีต่อใจอย่างหนึ่งเลยล่ะ ไม่ว่าจะกินแบบร้อนหรือเย็นก็เอ็นจอยได้หมดจ๊ะ!

Back To Index

3. นาราซึเกะ (Narazuke)

Narazuke in Nara

เราผ่านจานหลักมาถึง 2 จานกันแล้ว ลองมาดูเครื่องเคียงกันบ้างดีกว่าเนอะ

เมื่อคิดถึงเครื่องเคียงของญี่ปุ่น ภาพผักดองคงฟุ้งกระจายบางๆในความคิดของใครหลายคนเลยใช่ไหม และถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังคิดถึงผักดองอยู่นั้น เราก็ขอแสดงความยินดีด้วยที่คุณมาถูกทางแล้ว เพราะอาหารจานนี้ก็คือ นาราซึเกะ หรือผักดองต้นตำรับของจังหวัดนารานั่นเอง!

เนื่องจากว่านาราซึเกะเป็นอีกหนึ่งจานต้นตำรับของนารา เราจึงสามารถคาดหวังกับประวัติศาสตร์อันยาวนานของอาหารจานนี้ได้ โดยนาราซึเกะเป็นเมนูที่คิดค้นขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 8 และมักจะทำจากมะระยูริ (Uri gourd) แตงโมอ่อน หัวไชเท้าไดคง (Daikon Radish) และแตงกวา

ชาวนาราจะนำสิ่งเหล่านี้ไปดองกับสาเก เราจึงเห็นว่าหน้าตาของนาราซึเกะเมื่อดองจนได้ที่จะมีสีน้ำตาลเข้ม ถึงแม้ว่าจะมีกลิ่นฉุน แต่กลับหอมด้วยกลิ่นสาเกอันบางเบา ถ้าใครอยากลองชิมก็ตามหาได้ไม่ยากนะ เพราะเราสามารถพบเจ้านาราซึเกะได้ตามเครื่องเคียงของร้านอาหารทั่วไปในนารา

Back To Index

4. คุซึโมจิ (Kuzu Mochi)

Kuzumochi in Nara

หากพูดถึงวากาชิ หรือขนมหวานญี่ปุ่น คงไม่มีใครไม่รู้จักขนมโมจิ วากาชิที่ครองใจชาวญี่ปุ่นมาแสนนานหรอกใช่ไหม?

และ ‘จังหวัดนารา’ เองก็มีโมจิที่เป็นเอกลักษณ์อย่าง คุซึโมจิ อยู่ด้วยล่ะ ว่าแต่ขนมชิ้นนี้มีความพิเศษแตกต่างจากโมจิแบบอื่นยังไงกันนะ เราจะมาให้คำตอบคุณเอง!

โมจิแบบปกติจะทำจากเค้กข้าวที่มีส่วนประกอบของโมจิโกเมะ (Mochigome) หรือแป้งกลูเตนญี่ปุ่น ก่อนเสิร์ฟจะโรยผงถั่วเหลืองคั่วบดละเอียด หรือผงคินาโกะ (Kinako) ลงบนตัวโมจิ นอกจากนี้ยังมีถั่วแดงกวนเป็นท็อปปิ้งด้วยนะ แต่คุซึโมจินั้นทำจากแป้งเท้ายายม่อม (Kuzu starch or Japanese arrowroot) จึงทำให้มีรสสัมผัสของเจลาตินมากกว่าความหนึบหนับของแป้งกลูเตน

แน่นอนว่าก่อนเสิร์ฟก็ต้องโรยด้วยผงคินาโกะที่มีความหอมหวานเฉพาะตัว ส่วนรสชาติน่ะเหรอ? ก็ต้องอร่อยเลิศอยู่แล้ว!

ถ้าเพื่อนๆสายของหวานคนไหนมาที่นารา ต้องไม่พลาดคุซึโมจิเด็ดขาดเลยนะ!

Back To Index

5. ข้าวปั้นเมฮาริ (Mehari Rice Balls)

Mehari rice balls in Nara

แล้วก็มาถึงหมู่บ้านทตสึคาวามุระ ซึ่งเป็นต้นตำรับของอาหารจานหลักอีกอย่างของจังหวัดนารา นั่นก็คือข้าวปั้นเมฮาริจานนี้นี่เอง!

สำหรับวิธีการทำนั้น เขาจะนำข้าวอุ่นๆมาห่อกับใบมัสตาร์ดดอง โดยการทำใบมัสตาร์ดดองนั้น เขาก็จะไปเก็บใบมัสตาร์ดที่ขึ้นอยู่ในแถบโยชิโนะมาต้มกับสาเกผสมมิริน (เหล้าหวานญี่ปุ่น) ก่อนจะเติมอุสึคุจิโชยุลงไป (Usukuchishoyu) พอเดือดแล้วก็นำใบมัสตาร์ดขึ้นมาพักให้เย็น ก่อนจะนำไปชะเกลือส่วนเกินออกด้วยวิธีล้างผ่านน้ำไหล พอสะเด็ดน้ำออกแล้ว ให้นำใบมัสตาร์ดที่ได้มาใส่ในกล่องเดียวกันกับที่มีใบมัสตาร์ดดองอันเก่า ก่อนจะหมักไว้ในตู้เย็นโดยใช้เวลาประมาณหนึ่งวัน [27]

อ่านมาถึงตรงนี้อาจจะมีคนสงสัยว่าทำไมถึงไม่ทำแยกกล่องกันไปเลยล่ะ จะเอาไปรวมกับกล่องเก่าทำไม คำตอบก็คือเพราะเขาต้องการเชื้อหมักที่อยู่ในใบมัสตาร์ดอันเก่านั่นเอง ยิ่งถ้าเป็นเชื้อหมักที่อยู่มานานก็ยิ่งแข็งแกร่งและทำให้ใบมัสตาร์ดดองมีรสชาติล้ำลึกมากขึ้น

นอกจากนี้ยังมีอีกเรื่องเล่าหนึ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับข้าวปั้นเมฮาริด้วยนะ ว่ากันว่าความอร่อยของข้าวปั้นเมฮารินั้นสามารถทำให้คนออกอาการเบิกตากว้าง พร้อมกับอุทานออกมาว่าอร่อยสุดๆได้ด้วย จนกลายมาเป็นที่มาของชื่อ เมฮาริ ซึ่งแปลว่า ดวงตาที่เบิกกว้างขึ้น (Me wo Haru) [28] นั่นเอง

แม้ว่าเดิมทีข้าวปั้นเมฮาริจะเป็นข้าวกล่องสำหรับชาวบ้านที่ต้องขึ้นไปทำไร่บนเขา แต่ปัจจุบันได้มีการปรับให้ข้าวปั้นเมฮาริมีขนาดเล็กพอดีคำ และกลายเป็นของฝากยอดนิยมจากนาราเลยล่ะ

จะอร่อยจนเราต้องเบิกตากว้างมากแค่ไหน ก็ต้องไปลองกันเองน๊า!

Back To Index

อ่านบทความอื่นๆเกี่ยวกับจังหวัดนารา

บีมเซนเซโดนกวางกินที่นารา!!?

นั่งรถไฟสุดหรูไปชมซากุระที่ภูเขา Yoshino

เที่ยวนาระโซนรอง ?? ที่ศาลเจ้าโอมิวะและเมืองเทนริ

มากดไลค์เพจ fromJapan กันเถอะ!

รู้หรือเปล่าว่าพวกเรามี official fanpage ด้วยนะ!

ถ้าไม่อยากพลาดเทรนด์ ข่าวสาร หรือกิจกรรมสนุกๆ ก็ต้องกดไลค์เพจเราแล้วล่ะ

 

Back To Top