fbpx

พาบุกพาวสปอตสุดลึกลับที่ ‘ศาลเจ้าคิตะกุจิ ฮงกูฟูจิเซ็นเก็น’

เม.ย. 28, 2026

  • Clip

พาบุกพาวเวอร์สปอตสุดลึกลับใน ‘ศาลเจ้าคิตะกุจิ ฮงกูฟูจิเซ็นเก็น’ ที่ศักดิ์สิทธิ์ไม่แพ้ใคร!

บอกเลยว่าครั้งนี้สายมูเตลูต้องห้ามพลาดค่ะ เพราะวันนี้จะมาแนะนำพาวเวอร์สปอต (Power Spot) หรือสถานที่ที่มีพลังศักดิ์สิทธิ์สุดลึกลับภายใน ‘ศาลเจ้าคิตะกุจิ ฮงกูฟูจิเซ็นเก็น (Kitaguchihongu Fujisengen Shrine)’ ณ จังหวัดยามานาชิ พร้อมวิธีการเดินทางแสนสะดวก!

แน่นอนว่าศาลเจ้าคิตะกุจิ ฮงกูฟูจิเซ็นเก็น เป็นศาลเจ้าที่มีชื่อเสียงมากทั้งในกลุ่มคนญี่ปุ่น รวมไปถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่คนส่วนมากจะรู้จักและไปเพียงแค่ศาลหลักเท่านั้น แต่วันนี้ที่เราหยิบศาลเจ้านี้มาแนะนำก็เพราะว่าจุดที่อยากให้ไปจริงๆ คือ ศาลเจ้าเล็กๆ ที่อยู่ลึกเข้าไปด้านในอีกที ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นสถานที่ลับที่ศักดิ์สิทธิ์ไม่แพ้กับศาลเจ้าหลักเลยค่ะ

■ ศาลเจ้าคิตะกุจิ ฮงกูฟูจิเซ็นเก็น

ศาลเจ้าคิตะกุจิ ฮงกูฟูจิเซ็นเก็นแห่งนี้ตั้งอยู่ในเมืองฟูจิโยชิดะ จังหวัดยามานาชิ ซึ่งบริเวณรอบภูเขาไฟฟูจิทั้งฝั่งจังหวัดยามานาชิและจังหวัดชิซูโอกะมีศาลเจ้าที่ใช้ชื่อว่า “เซ็นเก็น จิงจะ” อยู่เป็นจำนวนมาก ที่ใช้ชื่อคล้ายกันก็เพราะว่าศาลเจ้าส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นจากความศรัทธาต่อภูเขาไฟฟูจิ และเทพเจ้าหลักที่ประดิษฐานมักจะเป็น ‘เทพโคโนฮานะซากูยะฮิเมะ’

ศาลเจ้าแห่งนี้ก็เช่นกัน โดยที่นี่มีการบูชาเทพ 3 องค์ ได้แก่ เทพโคโนฮานะซากูยะฮิเมะ (Konohanasakuya-hime) เทพโอยามะสึมิ (Oyamatsumi) ซึ่งเป็นบิดาของเทพโคโนฮานะซากูยะฮิเมะ และ เทพนินิงิโนะมิโคโตะ (Ninigi no mikoto) ซึ่งเป็นสามีของเทพโคโนฮานะซากูยะฮิเมะ นั่นเองค่ะ

เทพโอยามะสึมิเป็นเทพแห่งภูเขา ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เทพโคโนฮานะซากูยะฮิเมะถูกยกย่องให้เป็นเทพีที่เป็นสัญลักษณ์ของภูเขาไฟฟูจิ ซึ่งเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น และเนื่องจากมีการประดิษฐานของ 2 เทพในฐานะคู่สามีภรรยา ศาลเจ้านี้จึงโด่งดังเรื่องการขอพรด้านความรักและชีวิตคู่

ข้อมูลเพิ่มเติมที่น่าสนใจคือ ในตำนานโบราณของญี่ปุ่นได้เล่าไว้ว่า หลังจากเทพนินิงิโนะมิโคโตะได้แต่งงานกับเทพโคโนฮานะซากูยะฮิเมะแล้วก็ได้ก่อเรื่องบางอย่างขึ้น ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็น “มนุษย์” ของเทพเจ้าในตำนานญี่ปุ่นอย่างน่าสนใจ หากมีคนสนใจเราจะมาเล่าให้ฟังในครั้งหน้าค่ะ

สำหรับประวัติความเป็นมาของศาลเจ้าแห่งนี้ ได้มีการเล่ากันว่าในช่วงสมัยจักรพรรดิเคย์โค (景行天皇) หรือเมื่อประมาณปี ค.ศ.110 เจ้าชายยามาโตะทาเครุโนะมิโคโตะ (Yamato takeru no mikoto) ได้เดินทางไปทำศึกทางตะวันออก และเมื่อเดินทางมาถึงบริเวณเนินโอสึกะแห่งนี้ก็ได้กล่าวว่า “ภูเขาไฟฟูจิที่มีเชิงเขาแผ่กว้างอย่างงดงามไปทางทิศเหนือ ควรได้รับการสักการะจากสถานที่แห่งนี้” เราเลยสามารถคาดการณ์ได้ว่าศาลเจ้าแห่งนี้มีประวัติยาวนานราว 1,900 ปี

โดยพื้นฐานแล้วสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของศาลเจ้าประเภทนี้ก็คือ “ภูเขาไฟฟูจิ” ผู้ที่มาสักการะจะได้กราบไหว้โดยมีภูเขาไฟฟูจิอยู่ตรงหน้า และเดิมทีการที่ศาลเจ้าแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นจากความศรัทธาของเจ้าชายยามาโตะทาเครุโนะมิโคโตะที่ต้องการสักการะภูเขาไฟฟูจิจากระยะไกล จึงสามารถพูดได้ว่าที่นี่คือสถานที่สำหรับการสักการะภูเขาไฟฟูจิที่มีความยิ่งใหญ่มาก และอาจเป็นสิ่งที่สะท้อนว่าความศรัทธาต่อภูเขาไฟฟูจินั้นดำรงอยู่มาอย่างยาวนานไม่เสื่อมคลายจนถึงปัจจุบันได้เช่นกัน

สำหรับใครที่ได้มายังศาลเจ้าแห่งนี้ก็ต้องไม่พลาดลิ้มรสอาหารท้องถิ่นอย่าง “อุด้งโยชิดะ” ด้วยนะ ถ้าร้านที่อยู่แถวนี้ลองทานได้หมดเลย

■ บรรยากาศศักดิ์สิทธิ์ที่อบอวลไปทั่วศาลเจ้า

รายละเอียดการเดินทางมายังศาลเจ้าจะกล่าวตอนท้ายของบทความอีกที แต่ก่อนถึงป้ายรถบัสที่จะลง ทุกคนจะได้พบกับเสาโทริอิขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตรงทางเข้าหลัก และจากจุดนั้นมีทางเดินตรงยาวเข้าสู่ศาลเจ้าหลักด้านใน เพียงแค่เราเดินไปตามเส้นทางนี้ก็จะสามารถสัมผัสได้ถึงบรรยากาศอันศักดิ์สิทธิ์จนเรียกได้ว่าอิ่มเอมกับพลังงานศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่รอบตัวเลยล่ะ

เมื่อเดินไปสักพักแล้วก็ลองหันกลับไปมองทางเดินในตอนขากลับ ก็จะได้เห็นความยิ่งใหญ่ของเสาโทริอิอันเดิมในมุมที่แตกต่างกันไปในแต่ละจุดที่เราหันไปอีกด้วย

เมื่อเราเดินลอดเสาโทริอิใหญ่และชำระล้างร่างกายที่จุดล้างมือกันแล้วก็จะพบกับต้นสนและต้นฮิโนกิขนาดใหญ่ตั้งอยู่หน้าศาลหลัก ซึ่งเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ด้วยกันทั้ง 2 ต้น และเมื่อไหว้ศาลหลักเสร็จแล้ว ด้านข้างจะมีจุดรับตราประทับ หรือโกะชูอิน ซึ่งเราสามารถขอรับได้ทั้งหมด 3 แบบ โดยจะมีของศาลเจ้าหลัก และศาลเจ้าสุวะไทชะที่อยู่ภายในบริเวณเดียวกัน

แต่อีกตราประทับคือของศาลเจ้าโอสึกะโอกะ ซึ่งตอนแรกเราก็หาไม่เจอว่ารับได้ที่ไหน

อันนี้คือตราประทับของศาลเจ้าหลัก และศาลเจ้าสุวะไทชะ หากใครต้องการรับตราประทับให้ครบทั้ง 3 แบบอาจจะใช้เวลาค่อนข้างนานหน่อย ดังนั้นทางศาลเจ้าจึงมีบริการให้เราสามารถฝากสมุดรับตราประทับโกะชูอินไว้ก่อนและรับบัตรคิว หลังจากเราสอบถามเส้นทางอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจเรียบร้อยแล้ว ก็เดินทางไปสักการะจุดอื่นในบริเวณศาลหลักในระหว่างรอคิว

พอรับสมุดที่ประทับตราเสร็จเราก็มุ่งหน้าเดินไปทางด้านขวาของศาลหลัก ผ่านแนวศาลย่อยที่เรียงราย แล้วมุ่งหน้าไปทางภูเขาไฟฟูจิ เดินไปสักพักก็เพิ่งรู้ตัวว่าเราเดินออกจากเขตศาลเจ้าหลักโดยไม่รู้ตัวเสียแล้ว

เมื่อเดินต่อไปตามทางข้างลานจอดรถ ขึ้นเนินเล็กๆ ไปประมาณ 5 นาที ก็จะเห็นเสาโทริอิขนาดขนาดเล็กอยู่ทางซ้ายมือ และที่นี่คือ “ศาลเจ้าโอสึกะโอกะ” เมื่อเราเดินลอดเสาโทริอิเข้าไป และเดินขึ้นบันไดไปไม่กี่ขั้นก็จะพบศาลเล็กๆ ซึ่งสถานที่แห่งนี้เองคือจุดที่เจ้าชายยามาโตะทาเครุโนะมิโคโตะเคยยืนสักการะภูเขาไฟฟูจิจากระยะไกล กล่าวได้ว่าเป็น “จุดกำเนิด” ของ ศาลเจ้าคิตะกุจิ ฮงกูฟูจิเซ็นเก็น เลยก็เป็นได้

แม้ว่าจะยังไม่ได้รับตราประทับจากศาลเจ้า แต่เพียงแค่ยืนอยู่หน้าศาลขนาดเล็กบนเนินแห่งนี้ก็ทำให้รู้สึกสงบเหมือนตัวเราถูกแยกออกจากโลกภายนอก ถึงแม้ว่าจะมองเห็นถนนด้านล่างอยู่ใกล้ๆ ก็ตาม

นอกจากนี้ก็พบว่ามีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ตั้งใจเดินทางมาถึงเสาโทริอิหน้าทางเข้าศาลเจ้าโอสึกะโอกะ แต่กลับไม่ได้ก้าวเข้าไปด้านในหลายคนเลย สุดท้ายพวกเขาหันหลังเดินกลับไปยังทางเดิมอย่างน่าเสียดาย เราไม่รู้เหตุผลแน่ชัดว่าพวกเขารู้สึกว่าไม่น่าสนใจ เพราะไม่เหมือนแหล่งท่องเที่ยวทั่วไป หรือมีเหตุผลอื่นที่ทำให้ “ไม่กล้าเข้าไป?” กันแน่

แต่การได้เห็นภาพนั้นต่อหน้าต่อตา ทำให้เราที่ไปวันนั้นอดคิดไม่ได้ว่ามันต้องมีอะไรบางอย่าง และมั่นใจว่าสถานที่แห่งนี้เป็นพาวเวอร์สปอตที่ที่มีพลังศักดิ์สิทธิ์ลึกลับอยู่อย่างแน่นอน 

■ แวะซื้อของขลังก่อนกลับบ้าน

หลังจากไปสักการะที่ศาลเจ้าโอสึกะโอกะ เราก็เดินกลับมาและรับตราประทับที่ฝากไว้เรียบร้อยแล้ว บริเวณนี้จะมีจุดขายของขลังอยู่ฝั่งตรงข้าม มีให้เลือกทั้งเครื่องรางโอมาโมริทั่วไป ของมงคลต่างๆ หรือจะเป็นเซียมซี รวมไปถึงยังมีแผ่นโอฟุดะที่เป็นภาพของเทพโคโนฮานะซากูยะฮิเมะและภูเขาไฟฟูจิ ซึ่งมีขนาดค่อนข้างใหญ่อยู่ เราเลยรับมาและจะนำไปประดิษฐานบูชาที่บ้าน

สำหรับในช่วงเทศต่างๆ อย่างเช่นเทศกาลปีใหม่จะที่มีผู้คนมาสักการะที่ศาลเจ้าเป็นจำนวนมาก ทำให้จุดรับตราประทับและจุดซื้อของขลังค่อนข้างแออัด ในบางครั้งจึงอาจมีการตั้งเต็นท์เพิ่มเติมเพื่อวางของ แต่เนื่องจากมีของให้เลือกมากมาย เราแนะนำให้ทุกคนค่อยๆ เลือกอย่างสบายๆ พร้อมสัมผัสบรรยากาศแห่งพลังศักดิ์สิทธิ์ไปด้วย

■ วิธีการเดินทางมายังศาลเจ้าคิตะกุจิ ฮงกูฟูจิเซ็นเก็น

มาถึงช่วงท้ายที่เราจะมาลงรายละเอียดของการเดินทางให้ฟังกันล่ะ!

เริ่มต้นการเดินทางที่สถานีชินจูกุ (Shinjuku Station) ให้นั่งรถไฟ JR สายชูโอ (Chuo Line) ไปที่สถานีโอสึกิ (Otsuki Station) เพื่อเปลี่ยนไปนั่งรถไฟสายฟูจิคิว (Fujikyu Railway) มาลงที่สถานีฟูจิซัง (Mt. Fuji Station)

จากสถานีฟูจิซังสามารถเลือกการเดินทางได้ 2 แบบ ดังนี้

1.โดยสารรถบัสฟูจิคิว จากป้ายรถบัสหน้าสถานีฟูจิซัง หรือป้าย Kana Torii Kouen-mae (金鳥居公園前) (ห่างออกไปประมาณ 3 นาที) แล้วลงที่ป้าย Sengen Jinja-mae (浅間神社前) ใช้เวลาประมาณ 10 นาที

2.เดินเท้าจากสถานีฟูจิซัง ใช้เวลาประมาณ 20 นาที

*เนื่องจากจำนวนเที่ยวรถบัสฟูจิคิวมีไม่มาก แนะนำให้ตรวจสอบตารางเวลาให้ดีก่อนออกเดินทาง

เท่านี้ก็เรียบร้อย! เห็นแล้วใช่ไหมคะว่าเดินทางได้ง่ายแค่ไหน สำหรับใครที่สนใจ เราก็ขอฝากจุดพาวเวอร์สปอตพลังศักดิ์สิทธิ์สุดลึกลับภายใน ‘ศาลเจ้าคิตะกุจิ ฮงกูฟูจิเซ็นเก็น (Kitaguchihongu Fujisengen Shrine)’ ณ จังหวัดยามานาชิ

ที่มา (Ref.) :

https://bestcarweb.jp/busmagazine/1398258

https://fujiyoshida.net/en/see-and-do/23

อ่านบทความที่น่าสนใจจาก fromJapan

 

Back To Top


แท็กยอดนิยม


แชร์บทความนี้

Klook.com

Top 5 Articles




อัปเดตเทรนด์ ข่าวสาร หรือกิจกรรมสนุก ๆ
เพิ่มเติมได้ที่เพจ fromJapan !

 


Copyright © 2025 fromJapan.com All Rights Reserved.